Animals

research001 research003 research02-1
Slide thumbnail
เสือไฟ
ชื่อทางวิทยาศาสตร์:Profelis temminck

ลักษณะทั่วไป : รูปร่างเพรียว สูงใหญ่ขนาดสุนัขพื้นเมือง ขายาว มีขนสีน้ำตาลแกมแดง ไม่มีลายและจุดดำตามตัว แต่มีเส้นดำ 2-3
เส้นวิ่งตามยาวลงมาที่หน้าผาก ไม่มีจุดขาวที่หลังหู ด้านบนของหางมีสีน้ำตาลเข้ม แต่ตรงปลายหางด้านล่างเป็นสีขาวเห็นได้ชัด
เสือไฟเวลาเดินจะยกหางขึ้นข้างบน

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบในธิเบต เนปาล สิกขิมตลอดจนจีนตอนใต้ พม่า ไทย และอินโดจีนจนถึงมาเลเซียและสุมาตรา สำหรับประเทศไทย
พบทั้งในป่าผลัดใบและป่าดงดิบทุกภาคของประเทศโดยเฉพาะแนวป่าทางทิศตะวันตกติดประเทศพม่าลงไปทางใต้
เสือไฟกินสัตว์เล็กๆเช่น กระต่าย กวางเล็ก ๆ นกยูง เก้ง กิ้งก่า เป็ด ไก่

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ชอบอยู่ตามป่าทั่วไปหรือป่าโปร่ง ปกติชอบอยู่บนพื้นดิน ไม่ชอบขึ้นต้นไม้ แต่สามารถขึ้นต้นไม้ได้ดีเมื่อจำเป็น ดุเมื่อจวนตัว
ถ้านำมาเลี้ยงแต่เล็กจะเชื่องง่าย เสือไฟสามารถเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 2 ปี ระยะตั้งท้องนาน 95 วัน ออกลูกครั้งละ 1-2 ตัว
มีอายุยืนประมาณ 18 ปี

สถานภาพปัจจุบัน : เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม : สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
Slide thumbnail
เสือลายเมฆ
ชื่อทางวิทยาศาสตร์:Neofelis nebulosa

ลักษณะทั่วไป : ตัวมีสีน้ำตาลแกมเขียวและมีลายเป็นวงใหญ่คล้ายก้อนเมฆ หูด้านในมีสีอ่อน ด้านนอกเป็นสีเข้มและมีจุดขาวที่หลังหู
หน้าผากมีจุดสีเข้มหลายจุด หางยาวใหญ่มากและมีจุดตลอดหาง ขาค่อนข้างสั้นและเท้าใหญ่

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบในเนปาล สิกขิมไปทางตะวันออกจนถึงตอนใต้ของประเทศจีนและไต้หวัน ลงมาถึงพม่า ไทย มาเลเซีย บอร์เนียว
และสุมาตรา ในประเทศไทยพบได้ทุกภาค เสือลายเมฆกินสัตว์เล็กเช่น นก งู ลิง ค่าง จนถึงลูกสัตว์ใหญ่

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ชอบอยู่และหากินบนต้นไม้มากกว่าบนพื้นดิน มักนอนบนกิ่งไม้เพื่อกระโดดลงมาจับสัตว์กิน หากินเวลากลางคืน
มักอยู่เป็นคู่ช่วยกันล่าเหยื่อ เสือลายเมฆเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 2-3 ปี ระยะตั้งท้องนาน 90-95 วัน ออกลูกครั้งละ 2-4 ตัว
ลูกหย่านมเมื่ออายุ 5 เดือน มีอายุยืนราว 17 ปี

สถานภาพปัจจุบัน : เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม : สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
Slide thumbnail
กระทิง
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Bos gaurus

ลักษณะทั่วไป : กระทิงมีรูปร่างคล้ายวัว ขนสั้นเกรียนเป็นมันสีดำหรือแกมน้ำตาล ขาสีขาวนวลคล้ายสวมถุงเท้า บริเวณหน้าผาก
มีหน้าโพธิ์สีเทาปนขาวหรือปนเหลือง สันกลางหลังสูง มีเขาทั้งตัวผู้และตัวเมีย เขาโค้ง โคนเขามีสีเหลือง ปลายเขาสีดำ
ใต้ผิวหนังมีต่อมน้ำมันซึ่งน้ำมันมีกลิ่นฉุนเล็กน้อย

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบในทวีปเอเชียแถบประเทศอินเดีย พม่า อินโดจีน มาเลเซียและไทย ในป่าเมืองไทยสามารถจำแนกได้ 2 สายพันธุ์ย่อย
คือ Bos gaurus readei เป็นสายพันธุ์ที่พบทางป่าภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ภาคเหนือและอีสาน
อีกสายพันธุ์หนึ่งคือ Bos gaurus hubbachi พบทางภาคใต้และเทือกเขาตะนาวศรี
กระทิงชอบกินดินโป่ง หญ้า หน่อไม้ ใบไม้อ่อน และผลไม้ป่าบางชนิดเป็นอาหาร

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ชอบอาศัยอยู่ตามป่าดงดิบที่อยู่ห่างไกลทั้งป่าทุ่งหญ้าและป่าภูเขา ตามปกติไม่ดุร้ายเว้นแต่ถูกทำร้ายหรืออยู่ในระหว่างฤดูผสมพันธุ์
ส่วนใหญ่มักอยู่รวมกันเป็นฝูงและไม่ชอบนอนแช่ปลักเหมือนควาย กระทิงสามารถผสมพันธุ์ได้ตลอดปี ส่วนใหญ่จะผสมพันธุ์ในช่วงเดือน
พฤศจิกายน-ธันวาคม ตัวเมียตั้งท้องนาน 9 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัวและมีอายุยืน 25-30 ปี

สถานภาพปัจจุบัน : เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม : สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
Slide thumbnail
ม้าลาย
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Equus burchellii

ลักษณะทั่วไป : มีสีขาวสลับสีดำที่แยกกันอย่างชัดเจน ลวดลายขาวสลับดับนี้มีความแตกต่างกันของแต่ละตัว เป็นสัตว์สังคมชอบ
อยู่รวมกันเป็นฝูง อาศัยอยู่ตามที่ราบโล่งที่เป็นหญ้าป็นที่รู้จักกันดีในสีขาวและสีดำที่ชัดเจน ลายมีความแตกต่างกันเฉพาะ
ตัวของแต่ละตัวและเป็นสัตว์สังคม พบทั่วไปในทวีปแอฟริกาแถบที่ราบโล่งทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาร่า

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบทั่วไปในทวีปแอฟริกาแถบที่ราบโล่งทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาร่า กินหญ้าและเมล็ดพืช

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ชอบอาศัยอยู่ตามที่ราบโล่งที่เป็นหญ้า ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง ฝูงหนึ่งมีหลายร้อยตัวจนถึงเป็นพันก็มี โดยจะเล็มหญ้า
หากินร่วมกับสัตว์อื่นในทุ่งกว้าง เช่น นกกระจอกเทศ ยีราฟ แอนตีโลป และสัตว์กีบชนิดอื่นๆ ม้าลายมักจะมีนกกินแมลงจับเกาะอยู่บนหลัง
เพื่อช่วยระวังภัยและกินพวกแมลงที่มารบกวน และมีนกกระจอกเทศและยีราฟคอยช่วยเป็นป้อมยามคอยเตือนภัยและระวังภัยให้
เพราะม้าลายสายตาไม่ค่อยดี แต่จมูกและหูไวมาก ฟันคม ม้าลายเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุประมาณ 2 ปี ตั้งท้องนานประมาณ 345-390 วัน
ออกลูกครั้งละ 1 ตัว มีอายุยืนประมาณ 25-30 ปี

สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
Slide thumbnail
คอตตอนทอป ทามารีน
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Saguinus Oedipus

ลักษณะทั่วไป : ลำตัวมีสีขาว หางมีสีดำ

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบบริเวณตะวันตกเฉียงเฉียงหนือของประเทศโคลัมเบียพื้นที่หากินกว้าง 25 เอเคอร์ กินแมลง แมงมุม ปาด จิ้งจก
ไข่นก ลูกนก ผลไม้สุก ยอดไม้

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : หากินในตอนกลางวัน พบอยู่เป็นฝูงๆ ละ 2 - 13 ตัว ระยะตั้งท้อง 140 - 145 วัน ให้ลูกครั้งละ 1 - 2 ตัว
น้ำหนักแรกเกิด 45 กรัม อย่านมอายุ 2 - 3 เดือน วัยเจริญพันธุ์ 16 - 20 เดือน อายุยืน 10 ปี

สถานภาพปัจจุบัน : กำลังถูกคุกคามโดยการทำลายถิ่นอาศัย

สถานที่ชม : -
Slide thumbnail
คอมมอน มาโมเซ็ท
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Callithrix Jacchus

ลักษณะทั่วไป : เป็นสัตว์สังคมแบบกลุ่มครอบครัวๆ ละ 2 - 13 ตัว ใช้การกำหนดอาณาเขตด้วยกลิ่นที่ผลิตจากต่อมที่หน้าอกและท้องน้อย

ถิ่นอาศัย, อาหาร : กินน้ำเกสรดอกไม้ ดอกไม้ น้ำเลี้ยงของต้นไม้ ยากไม้ และสัตว์เล็กๆ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : กำหนดอาณาเขตด้วยกลิ่นที่ผลิตจากต่อมที่หน้าอกและท้องน้อยมาร์โมเซ็ทมีการแสดงความหมายสื่อกัน
ออกทางหน้าตา จะให้ลูกครั้งละ 10 ตัว อายุยืน 7 - 20 ปีี

สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : -
Slide thumbnail
ชะนีแก้มแดง
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Nomascus Leucogenys

ลักษณะทั่วไป : ลูกชะนีเกิดใหม่เป็นสีทอง มือ เท้า และส่วนหัวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำเมื่ออายุประมาณ 6 - 8 เดือน และมีแถบขาวที่แก้มต่อ
มาเมื่ออายุได้ประมาณ 6 - 7 ปี ตัวเมียจะค่อยๆ เปลี่ยนสีขนเป็นสีนวลส่วนตัวผู้จะเป็นสีดำตลอดไป มีสีขาวเฉพาะที่แก้มเท่านั้น
ชะนีแก้มขาวเวลายืนจะไม่งอเข่าเหมือนชะนีชนิดอื่น ตัวผู้มีกล่องเสียงสามารถร้องเป็นช่วงๆ ติดกันได้นาน ส่วนตัวเมียไม่มีกล่องเสียง
การร้องจึงมีเสียงผิดกัน

ถิ่นอาศัย, อาหาร : ชะนีเป็นสัตว์ที่ชอบห้อยโหนตามต้นไม้ เลี้ยงให้เชื่องยากเมื่อโตมักดุ เวลากินน้ำใช้นิ้วหลังนิ้วแตะน้ำและยกดูด
บางทีก็ใช้ลิ้นเลียตามแอ่งน้ำเล็กๆ ชอบร้องและผึ่งแดดในเวลาเช้าตรู่ เวลาตกใจจะเหวี่ยงตัวโหนไปตามกิ่งไม้อย่างรวดเร็ว
แล้วหลบไปซ่อนตัวในพุ่มไม้หนา

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : เริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุ 7 - 8 ปี ตั้งท้องนาน 8 เดือน ตกลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกชะนีหย่านมเมื่ออายุ 4 - 7 เดือน
และจะอยู่กับแม่จนอายุประมาณ 2 ปี อายุเฉลี่ย 30 ปี

สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
Slide thumbnail
ชะนีเซียร์มังค์
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Symphalangus Syndactylus

ลักษณะทั่วไป : เซียมังจัดอยู่ในวงศ์เดียวกับชะนี แต่แยกกลุ่มออกมาเฉพาะไม่รวมกับชะนีอื่นเลย อาศัยในป่าของประเทศมาเลเซียบริเวณ
ลำคอจะมีถุงลมที่ยืดพองออกมาเวลาเปล่งเสียงร้องเสียงจะดังมาก มีขนาดและสีเหมือนกันทั้งสองเพศและจัดว่าเป็นชะนีที่มีแขนยาวที่สุด

ถิ่นอาศัย, อาหาร : -

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ชะนีชนิดนี้เพศผู้จะเป็นผู้ดูแลลูกชะนีเองจนกระทั่งลูกชะนีช่วยเหลือตัวเองได้ ผิดจากชะนีอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่แม่ชะนีจะเป็นผู้ดูแล

สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
Slide thumbnail
ชะนีมงกุฏ
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Hylobates pileatus

ลักษณะทั่วไป : ตัวผู้สีดำ ตัวเมียสีขาวนวล เมื่อเกิดใหม่สีขาวนวลเหมือนกัน พออายุ 4-6 เดือน ขนที่หน้าอกจะเปลี่ยนสีเป็นสีดำเกิด
เป็นรูปสามเหลี่ยมปลายแหลมลงที่ท้อง และบนหัวขนเปลี่ยนเป็นสีดำ เกิดขึ้นตรงกลางหัวเป็นรูปทรงกลม พออายุประมาณ 3-4 ปี
ตัวผู้ขนจะเปลี่ยนเป็นสีดำทั่วตัว ยกเว้นคิ้ว ถุงอัณฑะ หลังมือหลังเท้าและวงรอบใบหน้า ซึ่งขนจะเป็นสีขาวดังเดิม รอบ ๆ จุดดำบนหัว
จะมีขนสีขาวยาวเป็นลอนแซมขึ้นมาเห็นเด่นชัด ส่วนตัวเมียขนทั่วตัวไม่เปลี่ยนสีดำ สีขนจะคงเดิม ที่หน้าอกและบนหัวจะมีสีดำ
มองดูที่หน้าอกคล้ายผูกเอี๊ยมดำและ บนหัวดูคล้ายเป็นมงกุฎสีดำ ขนรอบจุดดำบนหัวเป็นลอนยาวสีขาวเช่นเดียวกับตัวผู้

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบในประเทศลาวและกัมพูชาทางด้านทิศตะวันตกของแม่น้ำโขง สำหรับประเทศไทย พบทางทิศตะวันออก เช่น
จังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี ตราด และพบที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ด้วย กินผลไม้ ยอดไม้ ไข่นก และแมลงต่างๆ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : มีพฤติกรรมและการสืบพันธุ์เหมือนชะนีทั่วไป แต่มีนิสัยดุร้ายเมื่อโตเต็มที่แล้ว เมื่อมีอายุ 7-8 ปีจึงผสมพันธุ์ได้
ตั้งท้องนานประมาณ 240 วัน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน : เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
Slide thumbnail
ปิ๊กมีมาโมเซ็ท
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Collithrix jacchus

ลักษณะทั่วไป : ปิ๊กมี่มาร์โมเซ็ทเป็นมาร์โมเซ็ท ที่มีขนาดเล็กที่สุด คือมีขนาดความยาวลำตัวเพียง 12 - 15 เซนติเมตร
หางยาว 17 - 23 เซนติเมตร และมีน้ำหนักเพียง 100 - 120 กรัมเท่านั้น มีขนสีเหลืองน้ำตาลที่หางมีลายเป็นวงแหวนสีน้ำตาลเข้ม

ถิ่นอาศัย, อาหาร : อยู่ร่วมกันเป็นฝูง ช่วยกันระวังศัตรู หากินบนต้นไม้

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ปิ๊กมี่มาร์โมเซ็ท มีอายุประมาณ 10 ปี ขยายพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 18 - 24 เดือน ตั้งท้องนาน 140 วัน ออกลูกครั้งละ 1 - 2 ตัว
บางครั้ง อาจมี 3 ตัวมีน้ำหนักแรกเกิดประมาณ 15 กรัม และหย่านมที่อายุ 2 เดือน ศัตรู ในธรรมชาติได้แก่
แมวป่าขนาดเล็ก นกล่าเหยื่อและงูบางชนิด

สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
 
 
 
 
 
 
 
Slide thumbnail
ไฮน์ยีน่าลายจุด
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Crocuta Crocuta

ลักษณะทั่วไป : รูปร่างของมันใหญ่กว่าหมาไทย น่าจะพอๆ กับหมาอัลเซเชียน เมื่อโตเต็มที่มันสูงถึง 85 เซนติเมตร หนักราวๆ 80 กิโลกรัม
ทั่วโลกมีไฮยีน่าอยู่ 3 ชนิดด้วยกัน ชนิดนี้เรียกว่า ไฮยีน่าลายจุด (Spotted Hyaena) เป็นชนิดที่พบบ่อยในแถบทุ่งหญ้าแอฟริกาตอนกลาง
และตอนล่าง ส่วนอีกสองชนิดนั้นใกล้สูญพันธุ์แล้ว

ถิ่นอาศัย, อาหาร : มันชอบแย่งชิงอาหารจากเสือดาว ชีตาห์หรือแม้แต่สิงโตมันก็ไม่ละเว้น มันไม่เคยเกรงกลัวใครเลย
ไม่ว่ามันจะอยู่เป็นฝูงหรือว่าตามลำพัง มันหยิ่งในศักดิ์ศรีของมันที่อยู่ในฐานะ “เสือ” เช่นเดียวกับเสือดาว
หรือซีตาห์ ไม่ใช่ “หมา” อย่างที่หลายคนเข้าใจกัน

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ไฮยีน่าลายจุดจะอยู่รวมกันเป็นฝูง โดยมีตัวเมียเป็นจ่าฝูงอาจจะอยู่ฝูงละประมาณ 5 ตัว หรือมากกว่านั้น
ตัวเมียจะมีขนาดตัวใหญ่กว่าตัวผู้ประมาณ 10 % และมีอวัยวะเพศที่ดูคล้ายของเพศผู้ในฝูงจะมีการแสดงอณาเขตโดยการขับถ่าย
หรือส่งเสียงร้องไฮยีน่าลายจุดเป็นผู้ล่าที่มีพลังอำนาจมาก สามารถฆ่าเหยี่อที่มีขนาดใหญ่ได้ระยะตั้งท้อง 110 วัน

สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
Slide thumbnail
หมาไน
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Cuon alpinus

ลักษณะทั่วไป : หมาไนเป็นสุนัขที่มีลำตัวค่อนข้างยาว มีสีน้ำตาลแกมแดง แก้มขาว คาง คอ และอกเป็นสีขาวเหลือง หูเล็ก หางเป็นพวงสวยงาม
และกลิ่นไม่แรงเหมือนพวก Jackal หมาไนตัวเมียมีเต้านม 12–14 เต้า จัดเป็นสัตว์ที่หายาก

ถิ่นอาศัย, อาหาร : หมาไนพบในเอเชียใต้ลงไปจนถึงอินโดนีเซีย ในประเทศไทยพบทุกภาค มีมากทางภาคใต้และตะวันตก
หมาไนกินสัตว์เล็ก ๆ และผลไม้

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : หมาไนชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงและช่วยกัน ล่าเหยื่อ เช่น อีเก้ง กวาง และสัตว์เล็ก ๆ ถ้าหาสัตว์อื่นกินไม่ได้ แม้แต่เสือ
หมี กระทิงก็ล่ากิน เห่าหอนเหมือนสุนัขบ้าน อายุประมาณ 2 ปีจึงผสมพันธุ์ได้ ตั้งท้องนานประมาณ 2 เดือน ออกลูกครั้งละ 4–6 ตัว
บางครั้งถึง 11 ตัว อายุยืนประมาณ 15 ปี

สถานภาพปัจจุบัน : เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม : สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
Slide thumbnail
สุนัขจิ้งจอก
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Canis aureus

ลักษณะทั่วไป : เป็นสุนัขขนาดกลางคล้ายกับสุนัขไทยพื้นเมือง ขนสีน้ำตาลแกมเหลือง มีลายเป็นเป็นริ้วสีจางคล้ายรูปอานบนหัวไหล่ หูใหญ่
หางสั้นเป็นพวงสีน้ำตาล สุนัขจิ้งจอกมีกลิ่นเหม็นมากว

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบในเนปาล อัสสัม พม่า สำหรับประเทศไทยพบมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สุนัขจิ้งจอกกินสัตว์เล็ก ๆ กินซากสัตว์ รวมทั้งผลไม้
พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ชอบออกหากินในเวลากลางคืน ส่วนเวลากลางวันมักจะนอนในโพรงดิน หากมีหลายตัวอาจจะไล่จับกินสัตว์ที่มีขนาดใหญ่
เช่น กวาง โดยมากหากินตัวเดียวหรือเป็นคู่ ไม่ค่อยอยู่เป็นฝูง บางครั้งขโมยไก่ชาวบ้านกิน จะดุเมื่อจวนตัว สุนัขจิ้งจอกเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 2 ปี
ระยะตั้งท้องนาน 2 เดือน ออกลูกครั้งละ 4 - 5 ตัว มีอายุยืนถึง 12 ปี

สถานภาพปัจจุบัน : เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา
Slide thumbnail
เสือโคร่งไซบีเรีย
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Siberian tiger or Amur tiger

ลักษณะทั่วไป : เสือโคร่งไซบีเรียเป็นชนิดย่อยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีสีสว่างที่สุด เคยมีรายงานว่าวัดขนาดได้ถึง 13 ฟุต
จากปลายจมูกถึงปลายหาง หนักถึง 360 กิโลกรัม มีขนที่คอ หลัง และท้องฟูยาวกว่าชนิดย่อยอื่น ๆ เพราะอยู่ในเขตหนาว

ถิ่นอาศัย, อาหาร : เป็นสัตวืที่อยู่อาศัยในเขตหนาวมีหิมะปกคลุม พบแถบไซบีเรียบริเวณตอนเหนือของประเทสเกาหลีเหนือและจีน ตะวันออกเฉียงใต้ของรัสเซีย
พบในพื้นที่ป่า Temperate woodland ป่าสนเขาในเขตหนาวในธรรมชาติจำนวนลดลงมาก ล่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเป็นอาหาร
ถ้าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดกลางและขนาดเล็กจะกัดที่บริเวณหลังคอ แต่ถ้าเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น กวางป่า กระทิง วัว จะกัดที่บริเวณคอหอย
ปกติเสือ 1 ตัวจะกินเนื้อประมาณ 25-35 กิโลกรัม อิ่มไปประมาณ 4-6 วัน ถ้าตัวเมีย 1 ตัว เลี้ยงลูก 2 ตัว จะล่าสัตว์ที่น้ำหนักตัว 100 กิโลกรัมอิ่มได้ 2 วัน

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : เสือโคร่งเป็นสัตว์ที่อยู่อาศัยตามลำพัง และจะอยู่เป็นกลุ่มเล็ก ๆ ในช่วงผสมพันธุ์ตัวผู้มักไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับการดูแลลูก
ตัวเมียตั้งท้องนานประมาณ 100-120 วัน ออกลูกครั้งละ 1-3 ตัว เฉลี่ย 2 ตัว เลี้ยงลูกจนลูกอายุประมาณ 18-30 เดือน ลูกเริ่มกินอาหารที่เป็นเนื้อ
มื้อแรกอายุประมาณ 2 เดือน และเริ่มล่าอาหารได้เองอายุประมาณ 18-20 เดือน

สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : -
Slide thumbnail
เสือโคร่งเบงกอล
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Pantheras tigris

ลักษณะทั่วไป : ลำตัวมีสีเหลืองปนเทา หรือสีเหลืองปนน้ำตาล มีลายแถบปรากฏบนหลังและด้านข้างลำตัวต่างกัน ขนใต้ท้อง
คางและคอเป็นสีขาว ขนเหนือตามีสีขาว และมีแถบสีดำ หางมีแถบสีดำเป็นบั้งตั้งแต่โคนหางถึงปลายหาง ปลายหางมีสีดำ หลังหูดำ
และมีจุดสีขาวนวลใหญ่เห็นได้ชัด

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบในอินเดีย เนปาล บังคลาเทศ และพม่า เสือโคร่งเบงกอลกินเนื้อสัตว์ทุกชนิด โดยเฉพาะ หมูป่า และกวาง

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : เสือโคร่งจะทำการกำหนดอาณาเขตโดยการข่วนรอยไว้ตามต้นไม้ การปัสสาวะก็เป็นอีกวิธีหนึ่งเพื่อบอกอาณาเขต
โดยปกติแล้วเสือโคร่งเป็นสัตว์ที่จะออกล่าเหยื่อก็ต่อเมื่อมันหิว และจะไม่ล่าเหยื่อที่ใหญ่กว่าตัวมันเอง เนื่องจากมีความเสี่ยง
และอาจไม่ประสบความสำเร็จในการล่า สำหรับช่วงฤดูการผสมพันธุ์เสือโคร่งจะอาศัยอยู่เป็นคู่ เสือโคร่งไม่อยู่เป็นคู่ นอกจากฤดูผสมพันธุ์
เป็นสัดนานประมาณ 3-6 วัน ผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 30-36 เดือนขึ้นไป ผสมพันธุ์ได้ตลอดปี ตั้งท้องนาน 95-105 วัน ออกลูกครั้งละ 2-5 ตัว
และแม่เสือจะเลี้ยงลูกเสือจนโตอายุประมาณ 2 ปี จึงจะแยกจากกัน

สถานภาพปัจจุบัน : ประชากรเสือโคร่งพันธุ์เบงกอลทั้งหมดที่มีอยู่ในประเทศอินเดีย เนปาล ภูฏาน บังกลาเทศ และตะวันตกของพม่า ในปี 2536 คาดว่ามีไม่เกิน 4,500 ตัว

สถานที่ชม : สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
Slide thumbnail
เสือโคร่งขาว
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Panthera tigris

ลักษณะทั่วไป : มีรูปร่างเหมือนเสือโคร่งปกติ แต่มีขนพื้นสีขาวและลายสีน้ำตาลเข้ม ม่านตาสีฟ้า
จมูกสีชมพูและสีขาวครีม เสือขาวเกิดจากการผิดปกติของยีนไม่ใช่เสือโคร่งเผือกแท้
แต่เป็นอาการผิดปกติที่ผิวหนังมีจำนวนเม็ดสีน้อย

ถิ่นอาศัย, อาหาร : เสือโคร่งขาวมีถิ่นกำเนิดจากประเทศอินเดีย
เป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ พบได้น้อยมากในธรรมชาติ โดยเสือโคร่งขาวตัวแรกพบที่ประเทศอินเดีย และมีการนำไปเพาะเลี้ยงในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา
ปัจจุบันมีเสือโคร่งขาวประมาณ 200 ตัว ส่วนใหญ่อยู่ตามสวนสัตว์ต่างๆ อาหาร กวาง ละมั่ง วัว ควายป่าสุกรลิงและนกยูงเป็นอาหารของเสือไซบีเรียนสีขาว
ล่าเหยื่อในเวลากลางคืน
การสืบพันธุ์และเลี้ยง : ผสมพันธุ์เมื่อมีอายุประมาณ 3 ปี เป็นสัดนานประมาณ 3-6 วัน ผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 30-36 เดือนขึ้นไป
ผสมพันธุ์ได้ตลอดปี ตั้งท้องนาน 95-105 วัน ออกลูกครั้งละ 2-5 ตัว
และแม่เสือจะเลี้ยงลูกเสือจนโตอายุประมาณ 2 ปี จึงจะแยกจากกัน
พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ผสมพันธุ์เมื่อมีอายุประมาณ 3 ปี เป็นสัดนานประมาณ 3-6 วัน ผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 30-36 เดือนขึ้นไป
ผสมพันธุ์ได้ตลอดปี ตั้งท้องนาน 95-105 วัน ออกลูกครั้งละ 2-5 ตัว
และแม่เสือจะเลี้ยงลูกเสือจนโตอายุประมาณ 2 ปี จึงจะแยกจากกัน
สถานภาพปัจจุบัน : จากกระประเมินของไซเตสเมื่อปี 2536 พบว่าเหลือเสือโคร่งในธรรมชาติอยู่เพียงไม่ถึง 7,700 ตัวเท่านั้น
สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา
Slide thumbnail
สิงโต
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Panthera leo

ลักษณะทั่วไป : สิงโตแอฟริกา และสิงโตอินเดียไม่มีลักษณะที่แตกต่างกัน สิงโตไม่มีลายบนตัวอย่างเสือ
ตัวผู้ที่โตเต็มที่จะมีขนยาวขึ้นรอบคอ ดูสง่าน่าเกรงขาม ตัวเมียไม่มีขนรอบคอ ตรงปลายหางมีขนขึ้นเป็นพู่

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบในทวีปแอฟริกา ในทวีปเอเชียยังคงพบได้บ้างเช่นในประเทศอินเดียทางแถบตะวันตก
สิงโตกินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร กินสัตว์ได้แทบทุกชนิด เช่น กระต่ายป่า ไก่ป่า ลิง จระเข้ เม่น กวางต่างๆ
และม้าลาย เป็นต้น แม้แต่ซากสิงโตด้วยกันเองก็กิน

การสืบพันธุ์และเลี้ยง : -

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ชอบอยู่เป็นฝูงตามทุ่งโล่ง ขนาดของฝูงขึ้นอยู่กับปริมาณของเหยื่อ ถ้ามีเหยื่อมากและเหยื่อมีขนาดใหญ่
สิงโตก็จะอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ เวลาส่วนใหญ่ของสิงโตหมดไปกับการนอนพักผ่อน
จะล่าเหยื่อก็ต่อเมื่อหิว หน้าที่ล่าเหยื่อจะเป็นของตัวเมียเป็นส่วนใหญ่ ตัวผู้ล่าเหยื่อไม่เก่ง
แต่จะเป็นผู้คอยกันตัวเมียออกจากซากเหยื่อ เพื่อให้ลูกสิงโตได้มีโอกาสกินด้วย
นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ป้องกันฝูงและรักษาอาณาเขตของฝูงจากตัวผู้ตัวอื่น
สิงโตออกหากินกลางคืน ตั้งแต่เริ่มมืดจนถึงเที่ยงคืน เมื่อกินเหยื่อเสร็จแล้วต้องกินน้ำ และนอนพัก
ตอนเช้าจึงจะกลับที่อยู่ การล่าเหยื่อของสิงโตมีทั้งแบบออกล่าตัวเดียวและเป็นกลุ่ม
วิธีการล่าเหยื่อของสิงโตคือจะพยายามเข้าไปใกล้เหยื่อให้ได้มากที่สุดก่อนที่จะตะครุบเหยื่อหรือออกวิ่งไล่เหยื่อ
เพื่อให้เหยื่อมีเวลาหนีน้อยที่สุดเนื่องจากว่าสิงโตสามารถวิ่งได้เร็วในระยะสั้นๆเท่านั้น
นอกจากนี้สิงโตยังมีความอดทนอย่างมากในการรอคอยเหยื่อ
สิงโตมีฤดูผสมพันธุ์ไม่แน่นอนสามารถมีได้ทุกเวลาตลอดปี ตัวเมียเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุประมาณ 3 ปี
ส่วนตัวผู้ประมาณ 4-6 ปี ระยะของการเป็นสัดนาน 4-16 วัน ตั้งท้องนานราว 100 วัน ออกลูกครั้งละ 3-5 ตัว
ลูกอดนมเมื่ออายุ 3-6 เดือน และมีอายุยืนประมาณ 30-40 ปี

สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
Slide thumbnail
เสือชีต้า
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Acinonyx jubatus

ลักษณะทั่วไป : เป็นเสือรูปร่างเพรียว ขนาดเล็กกว่าเสือดาวเล็กน้อย ขายาว ขนหยาบ สีเหลืองอ่อน
จนถึงสีเหลืองอมแดง ตามลำตัวมีลายจุดเป็นสีดำ ปลายหางหนึ่งในสามมีวงแหวนสีดำ
ปลายสุดสีขาว มีเส้นสีดำจากใต้หัวตามาที่มุมปากทั้งสองข้าง หูเล็กกลม ขนท้ายทอยยาวและตั้งขึ้นเป็นแผง
คอสั้น พันธุ์ที่มาจากโรเซียมีดวงตามตัวติดกันเป็นแถบสีดำยาวเรียก King cheetah คาดว่าเป็นการผ่าเหล่าของพันธุ์แท้
เสือชีต้าหดซ่อนเล็บไว้ในอุ้งเล็บไม่ได้ นอกจากตอนอายุน้อยไม่เกิน 15 สัปดาห์ เนื่องจากช่วงนี้ หนังหุ้มเจริญตัวดีมาก
หลังจากนั้น หนังหุ้มจะหดหายไป เป็นเสือวิ่งเร็วที่สุดในระยะเวลาอันรวดเร็ว
สามารถวิ่งได้เร็วถึง 100 – 110 กม. ต่อชั่วโมงในระยะครึ่ง กม. เท่า ปกติเหยื่อขนาดปานกลาง
เช่น แอนติโลป พวกกาเซลล์อิมพาล่า วิเตอร์บัค แต่เหยื่อขนาดใหญ่ เช่น ม้าลาย คูได ก็ล่าได้
นอกจากนี้ก็ล่า พวกกระต่ายป่า สัตว์แทะ นก รวมทั้งแพะ แกะด้วย กินทั้งหนังและขนของเหยื่อ
อาหารแร่ธาตุและไวตามินเป็นสิ่งสำคัญของเสือชนิดนี้

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบในอัฟริกาในภูมิประเทศที่โล่ง ยกเว้นป่าร้อนชื้น และตอนกลางกลางของทะเลทรายซาฮารา
เดิมมีทั่วไปปัจจุบันพบมากในบางแห่งของแทนซาเนียและนามีเบีย ในเอเซีย พบในเอเซียไมเนอร์
เตอร์กีสถานและอินเดีย แต่ในอินเดียปัจจุบันสูญพันธุ์ไปแล้ว คงยังเหลือแถบเตอร์มีเนีย
กาซัคสถานและบริเวณพื้นที่แห้งแล้งของอิหร่าน

การสืบพันธุ์และเลี้ยง : -

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ท้องนาน 90 – 95 วัน ตกลูกครั้งละ 1 – 8 ตัว ลูกลืมตาได้เมื่ออายุ 8 – 11 วัน ตามองเห็นเมื่ออายุ 20 วัน
กินอาหารแข็งได้เมื่ออายุ 3 สัปดาห์ไปแล้ว และหย่านมเมื่อ อายุ 10 สัปดาห์ไปแล้ว ลูกตายมากในช่วง 8 เดือนแรก
ตัวเมียเป็นสาวผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุประมาณ 2 ปี ศัตรูของลูกชีต้า คือ สิงโต เสือดาว สุนัขไฮอีน่า และหมาป่า
การเลี้ยงเสือชีต้ามีผู้แนะนำให้แยกตัวผู้และตัวเมียไว้ต่างหาก ให้นำมารวมกันเฉพาะระยะผสมพันธุ์เท่านั้น
หลังจากผสมพันธุ์กันแล้วมันคงอยู่ด้วยกันอีกนานไม่แยกจากกันทันทีเหมือนสัตว์อื่นบางชนิด
เคยพบพ่อช่วยเลี้ยงลูกอ่อนด้วย แต่ก็มีรายงานพ่อและแม่กินลูก เหมือนกัน
โดยเฉพาะแม่สาวมักไม่ค่อยรับลูกและไม่ยอมให้ลูกกินนม การพยายามแยกลูก มาเลี้ยงเอง ยังไม่มีใครทำสำเร็จ

สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
Slide thumbnail
เสือดาว
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Panthera pardus

ลักษณะทั่วไป : เสือดาวและเสือดำเป็นเสือมีขนาดใหญ่รองลงมาจากเสือโคร่ง เสือดาวมีขนสีน้ำตาลอ่อนแกมเหลือง
มีจุดดำทั้งตัว แต่บริเวณกลางตัวมีจุดดำเป็นกลุ่มๆ ที่เรียกกันว่า "รอยขยุ้มตีนหมา" หลังหูดำ
มีจุดสีขาวนวลที่หลังหูเหมือนเสือโคร่ง ส่วนเสือดำนั้นมีขนาดและรูปร่างเหมือนเสือดาวทุกประการ แต่มีสีดำตลอดตัว

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบในแอฟริกาและเอเชีย ตั้งแต่แมนจูเรียลงมาถึงอินโดจีน ไทย มาเลเซีย และชวา
สำหรับประเทศไทยพบตามป่าทั่วไปแต่พบมากทางภาคใต้ กินสัตว์ป่าทุกชนิดที่จับได้
เช่น หมู กวาง ลิง นกยูง สุนัข และแมลง บางครั้งปู ปลาก็กิน

การสืบพันธุ์และเลี้ยง : -

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : อยู่ในป่าได้ทุกชนิด ทั้งป่าทึบ ป่าโปร่งและป่าที่มีโขดหิน ทนร้อนได้ดีกว่าเสือโคร่งไม่ชอบอาบน้ำอย่างเสือโคร่ง
ขึ้นต้นไม้เก่งกว่าเสือโคร่ง เป็นสัตว์ที่ว่องไวและดุ ปกติแล้วอยู่ตามลำพังตัวเดียว จะอยู่เป็นคู่ในระยะผสมพันธุ์เท่านั้น
ชอบกระโดดจากต้นไม้เพื่อจับเหยื่อบนพื้นดิน และลากเหยื่อขึ้นต้นไม้เพื่อกันไม่ให้สัตว์อื่นมาแย่ง
เสือดาวและเสือดำผสมพันธุ์ได้ตลอดปี และไม่มีฤดูผสมพันธุ์ที่แน่นอน ระยะเป็นสัดนาน 3-14 วัน
ระยะตั้งท้องนาน 98-105 วัน ออกลูกครั้งละ 1-5 ตัว ลูกหย่านมเมื่อมีอายุ 6 สัปดาห์ และมีอายุยืนราว 20 ปี

สถานภาพปัจจุบัน : เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม : สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
Slide thumbnail
เสือปลา
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Prionailurus viverrinus

ลักษณะทั่วไป : รูปร่างคล้ายแมวบ้านแต่ตัวโตกว่า หน้าสั้น ขาสั้น หางสั้นกว่าครึ่งของลำตัว ใบหูกลม มีขนสีเทาแกมน้ำตาล
มีลายสีน้ำตาลแกมดำสั้นๆเรียงเป็นแนวตามตัว

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบในเนปาล อินเดีย ศรีลังกา พม่า ไทย อินโดจีน เกาะสุมาตรา และชวา สำหรับประเทศไทยพบตามป่าต่ำทั่วไปซึ่งอยู่ใกล้หนองน้ำลำธาร
กินแมลงและสัตว์เล็กต่างๆเป็นอาหาร เช่น ปู กบ เขียด นก หนู และหอย แต่ปลาเป็นเหยื่อที่เสือปลาชอบมากที่สุด

การสืบพันธุ์และเลี้ยง : -

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ชอบอาศัยอยู่ตามพุ่มไม้ใกล้น้ำ หากินริมน้ำ หาปลากินโดยดักปลาที่เข้ามาหากินตามแหล่งน้ำตื้น สามารถว่ายน้ำและดำน้ำได้
เสือปลาเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 2 ปี ระยะตั้งท้องนานประมาณ 63 วัน ออกลูกครั้งละ 2-3 ตัว
ลูกเสือปลาหย่านมเมื่อมีอายุเกินกว่า 6 เดือน และมีอายุยืนราว 20 ปี
เสือปลาเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 2 ปี ระยะตั้งท้องนานประมาณ 63 วัน ออกลูกครั้งละ 2-3 ตัว
ลูกเสือปลาหย่านมเมื่อมีอายุเกินกว่า 6 เดือน และมีอายุยืนราว 20 ปี

สถานภาพปัจจุบัน : เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม : สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 
 
 
 
 
 
 
Slide thumbnail
เรดแฮนด์ ทามารินี่
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Saguinus Midas

ลักษณะทั่วไป : เป็นสัตว์หากินเวลากลางวัน อยู่รวมกันเป็นกลุ่มๆ 2 - 6 ตัว กระจายอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอเมริกาใต้ อาณาเขต 10 HA.

ถิ่นอาศัย, อาหาร : ขนาดลำตัว 20.5 - 28 ซม. หางยาว 31.5 - 44 ซม. น้ำหนักประมาณ 400 - 550 กรัม ขนทั้งตัวสีดำ
ยกเว้นบริเวณท่อนแขนส่วนล่าง มือและเท้าสีแดงส้ม อาหาร แมลงต่างๆ แมงมุม ผลไม้ ยอดไม้ ดอกไม้ ใบอ่อน น้ำหวาน กิ้งก่า ไข่นก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ตั้งท้องนาน 140 - 145 วัน ออกลูกครั้งละ 1- 2 ตัว น้ำหนักแรกเกิด 45 กรัม อายุหย่านม 2 - 3 เดือนโตเต็มที่อายุ 16 - 20 เดือน อายุยืน 10 ปี

สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : -
Slide thumbnail
ลิงกระรอก
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Saimiri sciurea

ลักษณะทั่วไป : เป็นลิงขนาดเล็กขนาดพอ ๆ กับตัวทามาริน (TAMARINS) ขนาดของลำตัววัดจากหัวจรดโคนหางยาวประมาณ 12 นิ้ว
หรือ 1 ฟุต หางมีความยาวมากกว่าลำตัว หางยาวประมาณ 16 นิ้ว หนังบริเวณรอบจมูกและปากเป็นวงสีดำ ใบหน้าเป็นสีชมพูหรือสีเนื้อ
มองเผิน ๆ เหมือนกับสวมหน้ากากอยู่ ดวงตาสีน้ำตาลดำ ขนตามลำตัวยาวไม่มากนัก มีสีน้ำตาลแซมด้วยสีเทาเหมือนสีของกระรอก
บริเวณศีรษะจะมีขนสีดำขึ้นแซมอยู่ทั่วไป ขนบริเวณใต้อกลงไปถึงใต้หางจะมีสีเหลืองนวล ส่วนขนบริเวณแขนและขามีสีเหลืองส้ม
แลดูเด่นสะดุดตามาก ปลายหางมีขนสีดำ ลักษณะหางคล้ายหางของกระรอก มีนิ้วมือ นิ้วเท้าข้างละ 5 นิ้ว ลักษณะคล้ายกับนิ้วมือคน
แต่จะยาวกว่า เมื่อโตเต็มที่จะมีน้ำหนักไม่เกิน 1 กิโลกรัม นับว่าเป็นลิงที่ตัวเล็กและน้ำหนักเบามาก ความแตกต่างระหว่างตัวผู้และตัวเมียนอก
เหนือจากการสังเกตที่อวัยวะเพศแล้ว ยังสามารถสังเกตได้จากขนาดของมัน คือตัวผู้จะโตกว่า และมีหัวที่ใหญ่กว่าของตัวเมีย และเมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์
ตัวผู้จะมีสีสันที่สดใสกว่าตัวเมีย

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบในทวีปอเมริกาใต้ กินผลไม้ ดอกไม้บางชนิด ลูกนก จิ้งจก ไข่นก กบ และแมลงต่าง ๆ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง โดยฝูงหนึ่ง ๆ จะอยู่รวมกันประมาณ 20 - 30 ตัว ชอบกระโดดโลดเต้นไปมา เวลากระโดดมันจะกระโดดไปพร้อม ๆกัน
ทั้ง 4 ขา เหมือนกับการกระโดดลอยตัวของกระรอก ดังนั้นเวลามองจากที่ไกล ๆ จะเหมือนกับกระรอกมาก การเคลื่อนที่โดยมากจะใช้วิธีกระโดดจาก
ยอดไม้หนึ่งไปยังอีกยอดหนึ่ง ไม่ค่อยชอบเดินบนพื้นดิน เวลานอน ชอบนอนบนต้นไม้สูง ๆ นอนบนคาคบไม้ จะไม่ลงมานอนบนพื้นดินหรือในซอกโพรง
มีนิสัยไม่ดุร้าย รักความสงบไม่ก้าวร้าว จึงไม่ค่อยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกัน ทั้งกับฝูงของตน หรือกับฝูงอื่น สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้
ค่อนข้างดี จึงมักไม่ค่อยมีปัญหาในการย้ายถิ่นที่อยู่อาศัย ลิงกระรอกผสมพันธุ์ได้ตลอดปี ตั้งท้องนาน 6 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว อายุยืนราว 20 ปี

สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
Slide thumbnail
ลิงคาปูชิน
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Cebus Capucinus

ลักษณะทั่วไป : ทวีปอัฟริกาใต้ มีลักษณะเด่น คือ บริเวณหัวมีขนปุกปุยหางใช้เกาะเกี่ยวแทนมือได้

ถิ่นอาศัย, อาหาร : อยู่รวมกันเป็นฝูง หากินเวลากลางวัน อาหาร ผลไม้ ยอดไม้ และแมลง

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : โตเต็มที่อายุ 3 - 4 ปี ตั้งท้องนาน 153 - 161 วัน

สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
Slide thumbnail
ลิงลม
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Nycticebus coucang

ลักษณะทั่วไป : รูปร่างเล็กขนนุ่มสั้นหนาเป็นปุย มีเส้นสีน้ำตาลเข้มจากหัวไปตลอดแนวสันหลัง หน้าสั้น ตาโตกลม
ใบหูเล็กจมอยู่ในขน ไม่มีหาง ไม่มีนิ้วหัวแม่มือ นิ้วเท้าอันที่สองมีเล็บเป็นตะของอโค้ง ทั้งนี้เพื่อจับกิ่งไม้ได้แน่นใน
ขณะมันลุกขึ้นยืนเพื่อจับแมลงกินเป็นอาหาร ป็นสัตว์ที่เคลื่อนไหวช้า แต่แว้งกัดได้รวดเร็ว

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบในไทย อินโดจีน มาเลเซีย สุมาตรา ชวา บอร์เนียว และมินดาเนา กินแมลง สัตว์เล็ก ๆ ไข่นก และผลไม้

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : หากินบนต้นไม้เฉพาะในเวลากลางคืน และออกหากินตัวเดียว เว้นแต่ตัวที่มีลูกอ่อนจะเอาลูกเกาะติดอกไปด้วย
กลางวันจะซ่อนหน้าเพื่อหลบแสงสว่าง โดยใช้ใบไม้บังหรืออยู่ในโพรงไม้ เมื่อมีอายุ 2 ปีจึงผสมพันธุ์ได้ เป็นสัดนาน 5–6 เดือน
และมีทุกระยะ 37–45 วัน ตั้งท้องประมาณ 193 วัน ออกลูกปีละ 2 ครั้ง ปกติออกลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกอ่อนจะอยู่กับแม่จนตัวเกือบ
เท่าแม่จึงจะแยกออกไปหากินเอง ซึ่งกินเวลานานราว 6–9 เดือน และมีอายุยืนประมาณ 10 ปี

สถานภาพปัจจุบัน : เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา
Slide thumbnail
ลิงลีมอร์สีน้ำตาล
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Eulemur fulvus

ลักษณะทั่วไป : เป็นสัตว์ที่อยู่ในอันดับเดียวกับลิง ลักษณะทั่วไปคล้ายแมว กระรอกและลิง ความยาวลำตัว 43 - 50 ซม.
น้ำหนัก 2.1 - 4.2 กก. ตาโต ส่วนหน้าบริเวณจมูกยื่นยาว ลำตัวมีขนนุ่ม ลำตัวตอนบนและหางสีน้ำตาลเทาด้านล่างลำตัวสีครีม
แก้มและหนวดสีขาว จมูกและหน้าผากสีดำ ตัวเมียจะมีขนสีอ่อนกว่าตัวผู้ มือและเท้าใช้เกาะเกี่ยวได้ดี ปลายนิ้วมีเล็บแบน
นิ้วหัวแม่มือมีขนาดใหญ่ขาคู่หลังยาวกว่ามือคู่หน้า หางยาวกว่าลำตัว ปกติจะเคลื่อนไหวโดยใช้ขาทั้งสี่

ถิ่นอาศัย, อาหาร : อาศัยรวมกันเป็นฝูง 3 - 12 ตัว ตัวเมียอาจเป็นตัวคุมฝูงก็ได้หากินตามต้นไม้ ขณะวิ่งหรือเคลื่อนที่ไปตามต้นไม้
จะส่งเสียงร้องดัง อาหาร ผลไม้ ใบไม้ และแมลง

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : เริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุ 2 ปี ลูกเกิดใหม่จะเกาะที่อกแม่ ระยะตั้งท้องนาน 120 - 136 วัน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : -
Slide thumbnail
ค่างเทา
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Presbytis cristatus

ลักษณะทั่วไป : ขนส่วนด้านหลังของลำตัวมีสีเข้มเป็นสีเทาดำ แต่ปลายขนสีขาวจึงทำให้มองดูคล้ายสีเทาเหลือบเงิน ส่วนด้านหน้า
ของลำตัวคืออก ท้องและขาขนมีสีเทาอ่อน ที่หัวมีขนแหลมตรงกลางพุ่งขึ้น ขนด้านข้างของหน้ายาวพุ่งตรงออกด้านข้าง
ใบหน้าและมือเท้าสีเทาดำ ไม่มีวงตาขาว ปากบาง ผิวหนังบางส่วนเช่นโคนขาด้านในด่างขาว ลูกค่างเกิดใหม่จะมีขนสีขาวที่หลังมือ,เท้า
และตามร่างกาย น้ำหนักตัวประมาณ 6.8 กิโลกรัม ความยาวลำตัวประมาณ 493-570 มิลลิเมตร หางยาว 725-840 มิลลิเมตร

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบในพม่า ไทย กัมพูชา ลาว เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ประเทศไทยมีตามป่าดงดิบทุกภาค อาหารได้แก่ ใบไม้และตาอ่อนของพืช แมลง

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : อาศัยในป่าทึบและป่าดงดิบทั่วไป ชอบอาศัยอยู่บนต้นไม้สูงๆ อาศัยอยู่เป็นฝูง ๆ ละ 10-40 ตัว ค่างเทาที่อายุมากแล้วมักแยกตัวไปอยู่โดดเดี่ยว
ไม่รวมฝูงอยู่ด้วยกัน หากินตอนกลางวัน ส่วนใหญ่หากินบนต้นไม้ มีการใช้เสียงแตกต่างกันหลายระดับ ในการสื่อความหมาย แม้ว่าค่างเป็นสัตว์
สังคมแต่ในฝูงจะมีการจัดลำดับชั้นทางสังคมกัน น้อยมาก ค่างเทาเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุ 3-4 ปี ระยะตั้ง ท้องนาน 196 วัน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน : เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
Slide thumbnail
นกกระจอกเทศ
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Struthio camelus

ลักษณะทั่วไป : เป็นนกใหญ่ที่สุดในโลก มีทั้งหมดด้วยกัน 6 ชนิด แยกกันโดยขนาดและสีของผิวหนัง มีความสูงเฉลี่ย 2.5 เมตร
หนักถึง 160 กิโลกรัม มีปีกเล็กบินไม่ได้ แต่ขาใหญ่แข็งแรง มีนิ้วเท้าข้างละ 2 นิ้ว วิ่งเร็วได้ถึง 64 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตัวผู้ขนทั่วตัวสีดำ
แต่ขนพวงปลายปีกหางเป็นสีขาว นกกระจอกเทศมีขนบริเวณลำตัว ปีก และหางเท่านั้น ส่วนหัว คอ และขาไม่มีขนเลย ตัวเมียขนสีน้ำตาลคล้ำ

ถิ่นอาศัย, อาหาร : อยู่ในทวีปแอฟริกา โดยมีการกระจายตัวตั้งแต่ประเทศเซเนกัลไปจนถึงเอธิโอเปีย อาหารได้แก่ แมลง หญ้า ใบไม้ ผลไม้บางชนิดและเมล็ดพืช

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ชอบหากินในทุ่งกว้างรวมกันเป็นกลุ่ม อยู่ร่วมกับฝูงม้าลายและยีราฟ เพื่อคอยดักกินแมลงและสัตว์เลื้อยคลานเล็กๆ ที่ตื่นตกใจจากการกินหญ้า
ของสัตว์เหล่านั้น ป้องกันตัวโดยใช้เท้าเตะ เป็นนกที่มีการระแวดระวังภัยมาก ทำให้หลบหลีกพวกสัตว์กินเนื้อได้ดี นกกระจอกเทศตัวผู้ตัวหนึ่ง
คุมตัวเมียได้หลายตัว ตัวเมียจะออกไข่ในที่เดียวกันประมาณ 30-40 ฟอง หรือมากกว่า ไข่นกกระจอกเทศใหญ่ที่สุดในโลก มีขนาด 6-8 นิ้ว
หนักกว่า 1 กก. ฟักไข่นาน 6 สัปดาห์ โดยตัวเมียจะฟักไข่ตอนกลางวัน และตัวผู้จะฟักไข่ตอนกลางคืน ลูกนกโตเร็วมาก และโตเต็มที่เมื่ออายุ 3-4 ปี

สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
Slide thumbnail
ละอง, ละมั่ง พันธุ์พม่า
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Cervus eldi thamin

ลักษณะทั่วไป : ในภาษาพม่าเรียกสัตว์ชนิดนี้ว่า “ทมิน” มีสีขนตามตัวเข้มกว่าพันธุ์ไทย ปลายลำเขาค่อนข้างมีแขนงเขา
น้อยกว่า และส่วนใหญ่จะไม่มีแขนงเขายื่นขึ้นมาบริเวณตัวลำเขา

ถิ่นอาศัย, อาหาร : เขตการกระจายพันธุ์ของละมั่ง มีพบในแถบตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม และเกาะไหหลำของประเทศจีน
ไม่พบแพร่กระจายลงทางใต้ แถบภาคใต้ของไทย ตลอดจนแหลมมลายู นิสัยการกินอาหารของละมั่งคล้ายกับพวกวัว ควาย ปกติชอบกินหญ้าและลูกไม้ต่าง ๆ
ตามพื้นทุ่งโล่งหรือป่าโปร่ง ไม่ค่อยชอบกินใบไม้นัก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ความเป็นอยู่ตามธรรมชาติของละมั่ง ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ ในอดีตครั้งยังมีละมั่งชุกชุมทั่วไป มีรายงานพบฝูงละมั่งขนาดใหญ่มี
จำนวนถึงประมาณ 50 ตัว แต่ปัจจุบันเนื่องจากสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป และจำนวนประชากรละมั่งลดน้อยลงมาก จึงพบแต่ละมั่งอยู่ตัวเดียวหรือฝูงเล็ก ๆ
โดยทั่วไปชอบอาศัยอยู่ตามป่าเต็งรัง ป่าโปร่งหรือป่าทุ่งใกล้ ๆ หนองน้ำ ตอนกลางวันที่อากาศร้อนละมั่งจะหลบร้อนไปอยู่ตามใต้ร่มไม้ชายป่า
ถ้าเป็นตัวผู้ขนาดใหญ่ซึ่งขี้ร้อนกว่า มักจะลงนอนแช่ปลักโคลนตามหนองน้ำอย่างพวกควาย ปกติไม่ชอบอาศัยอยู่ตามป่ารกทึบ โดยเฉพาะตัวผู้
เนื่องจากเขาบนหัวมีกิ่งปลายแหลมยื่นมาข้างหน้า อีกทั้งปลายลำเขาที่โค้งงอมาด้านหน้า และแตกปลายออกเป็นแขนงกิ่งเล็ก ๆ ทำให้เวลาเข้าป่ารกทึบ
กิ่งและแขนงเขาจะไปขัดเกี่ยวกิ่งไม้และเถาวัลย์ต่าง ๆ คาดว่าด้วยสาเหตุนี้ จึงไม่พบละมั่งตามป่าทางภาคใต้และมาเลเซีย ซึ่งสภาพป่าส่วนใหญ่เป็นป่าดิบทึบ
ไม่เหมาะสมเป็นที่อยู่อาศัยของละมั่ง ฤดูผสมพันธุ์ของละมั่งในธรรมชาติ พบอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ส่วนละมั่งที่เพาะเลี้ยงอยู่ตามสวนสัตว์ต่าง ๆ
มักจะไม่มีฤดูผสมพันธุ์แน่นอน แต่ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มิถุนายน ระยะตั้งท้องนาน 240-244 วัน ออกลูกท้องละ 1 ตัว ลูกแรกเกิดจะมี
ลายจุดสีขาว ๆ ตามตัว โตขึ้นจะค่อย ๆ จางหายไป แต่ตัวเมียบางตัวจะยังคงมีจุดจาง ๆ นี้ให้เห็นจนโต วัยเจริญพันธุ์ของละมั่งตัวผู้อายุประมาณ 1 ปีขึ้นไป
ส่วนตัวเมียประมาณ 2 ปี ขึ้นไป

สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
Slide thumbnail
นกฟลามิงโก
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Phoenicopterus ruber

ลักษณะทั่วไป : นกฟลามิงโกเป็นนกที่สวยงามมาก คอและขายาว ขนาดลำตัวประมาณ 100 เซนติเมตร ขนสีชมพู ขนปีกสีดำ ปากสีชมพู ปลายปีกสีดำ
โดยเฉพาะในฤดูผสมพันธุ์นี้สีจะสดกว่าปกติ นกตัวเมียมีขนาดเล็กกว่า และสีจางกว่า มีปากคล้ายเหงือกของปลาวาฬที่กรองเอาพวกแพลงตอนไว้
และระบายเอาน้ำออกได้หมดเวลากินอาหาร

ถิ่นอาศัย, อาหาร : มีถิ่นอาศัยแถวทวีปยุโรปจรดเอเชียบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทวีปแอฟริกา และอินเดียตะวันตกเฉียงเหนือ
นกฟลามิงโกกินสิ่งมีชีวิตในน้ำที่ไม่มีกระดูกสันหลังหรือเปลือก และพืชผักในน้ำเป็นอาหาร เช่น ไรน้ำ ลูกกุ้ง แพลงตอน และสาหร่ายบางชนิด

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : นกฟลามิงโกชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ ตามหนองบึงหรือทะเลสาบ และทำรังตามชายฝั่งหนองบึงหรือทะเลสาบ
นกชนิดนี้ผสมพันธุ์ในฤดูหนาว วางไข่บนพื้นดินตามชายฝั่งเท่านั้น โดยทำรังคล้ายตอไม้ด้วยดินเหนียวสูงประมาณ 15-18 นิ้ว
วางไข่ครั้งละ 1 ฟอง ทั้งตัวผู้และตัวเมียช่วยกันกกไข่ ใช้เวลาในการฟักประมาณ 28-32 วัน

สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
Slide thumbnail
นกอีมู
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Dromaius novaehollandiae

ลักษณะทั่วไป : เป็นนกขนาดใหญ่ที่สูงถึง 5 - 6 ฟุต หนักถึง 150 ปอนด์ ขนของอีมูก็คล้ายกับเส้นผมไม่เหมือนนกบินได้ทั่ว ๆ ไป แต่นกอีมู
ไม่มีสันกระดูกบนหัวและขนบนลำตัวเป็นสีน้ำตาลทั่วทั้งตัว ทั้งตัวผู้และตัวเมียจะมีลักษณะเหมือนกันแต่ตัวผู้มักมีขนาดโตกว่า

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบในออสเตรเลีย ยกเว้นริมชายฝั่ง อาหารของนกอีมูได้แก่ ผลไม้ ลูกไม้ แมลง

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : นกอีมูวิ่งเร็วมาก สามารถวิ่งได้เร็วถึง 30 ไมล์/ชั่วโมง ว่ายน้ำเก่ง หากินรวมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แต่ในฤดูผสมพันธุ์จะไปกันเป็นคู่ ๆ
นกอีมูเป็นนกที่เชื่อง นกอีมูเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 2 ปี วางไข่ครั้งละ 7-10 ฟอง ไข่มีสีเขียวเข้ม ระยะฟักไข่นาน 59-61 วัน

สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 
 
 
 
 
 
 
Slide thumbnail
หมีควาย
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Selenarctos thibetanus

ลักษณะทั่วไป : จัดเป็นหมีที่มีขนาดใหญ่ ความยาวลำตัวประมาณ 120 - 150 เซนติเมตร หางยาว 6.5 - 10 เซนติเมตร
น้ำหนักประมาณ 100 - 160 กิโลกรัม ขนยาวหยาบสีดำทั้งตัว ใต้คอเป็นรูปตัววี หูใหญ่ ปลายจมูกค่อนข้างดำ เล็บเท้าโค้งยาวแหลม
มักเดินด้วยส้นเท้า ปากยาว มีหางสั้น ปลายเท้ามีสีขาวหรือเหลือง ประสาทตาและหูไม่ค่อยไว แต่ประสาทรับกลิ่นดีมาก

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบในเอเชียตะวันออกและใต้ จากญี่ปุ่น ไต้หวัน ไฮนาน ธิเบต เนปาล พม่า และไทย
สำหรับประเทศไทยมีตามป่าดงดิบทั่วไป หมีควายเป็นสัตว์กินไม่เลือก เช่น ลูกไม้ ใบไม้อ่อน สัตว์เล็ก ๆ และแมลง ที่ชอบมากคือน้ำผึ้ง
และตัวอ่อนของผึ้ง

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ชอบอยู่ป่าสูงและภูเขา ปกติออกหากินกลางคืน กลางวันนอนตามโพรงไม้หรือถ้ำ
ขึ้นต้นไม้เก่งอีกทั้งว่ายน้ำเก่งด้วย มีนิสัยดุ ชอบอยู่โดดเดี่ยวหรืออยู่ด้วยกัน 2-3 ตัว ชอบการต่อสู้
ถ้าเห็นคนมักหลบหนีไปก่อน เมื่อได้รับบาดเจ็บหรือจวนตัวจะสู้จนถึงที่สุด หมีควายตั้งท้องนานประมาณ 7 - 8 เดือน
ออกลูกครั้งละ 1-2 ตัว ชอบออกลูกตามโพรงไม้หรือในถ้ำ แม่จะเลี้ยงลูกจนโตพอสมควรจนกระทั่งใกล้จะออกลูกตัวใหม่จึงปล่อยลูกหากินตามลำพัง

สถานภาพปัจจุบัน : เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
Slide thumbnail
หมีหมา
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Helarctos malayanus

ลักษณะทั่วไป : เป็นหมีขนาดเล็ก ความยาวลำตัวประมาณ 100 - 140 เซนติเมตร หางยาวประมาณ 3 - 7 เซนติเมตร
น้ำหนักประมาณ 27 - 65 กิโลกรัม หูเล็กกลม ขนสั้นและบาง สีดำทั้งตัวใต้คอเป็นรูป ตัวยูสีเหลือง แต่เลี้ยงไปนาน ๆ สีเหลืองของตัวยู
จะเปลี่ยนเป็นสีขาว บริเวณหน้าตั้งแต่ตาไปจนถึงปลายจมูกมีสีค่อนข้างขาว หรือน้ำตาลอ่อน

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบในพม่า อินโดจีน ไทย มาเลเซีย สุมาตรา บอร์เนียว ภาคใต้ของจีน ในประเทศไทยพบมากทาง
ภาคใต้ หมีหมาเป็นสัตว์กินไม่เลือก เช่น ลูกไม้ ใบไม้อ่อน สัตว์เล็ก ๆ แมลงรวมทั้งไส้เดือน และที่ชอบมากคือน้ำผึ้ง
นอกจากนี้ยังชอบกินเนื้ออ่อนของมะพร้าว ซึ่งทำความเสียหายให้กับสวนมะพร้าวได้มาก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ปกติหมีหมาหากินกลางคืน บางครั้งก็ออกหากินกลางวัน มักชอบหากินเป็นคู่อยู่ในป่าทึบ ไม่ชอบอยู่ตามเขา
ดุร้ายกว่าหมีควาย โมโหง่าย ขึ้นต้นไม้เก่งกว่าหมีควาย ชอบนอนบนต้นไม้หรือตามโพรงไม้สูงๆ
ไม่ชอบนอนพื้นดินบางครั้งร้องคล้ายเสียงสุนัขเห่ากระโชก จึงเรียกมันว่า “หมีหมา”
หมีหมาตั้งท้องประมาณ 95-96 วัน ปกติออกลูกครั้งละ 1 - 2 ตัว และมีอายุยืนถึง 20 ปี

สถานภาพปัจจุบัน : เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา
Slide thumbnail
หมีขอ
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Arctictis binturong

ลักษณะทั่วไป : มีลักษณะคล้ายหมี คือมีขนยาวหนา เส้นขนหยาบมีสีดำ หน้าก็คล้ายหมี แต่ความจริงไม่ใช่สัตว์
จำพวกหมี เป็นสัตว์ตระกูลเดียวกับชะมดหรืออีเห็น แต่ตัวโตกว่า รูปร่างอุ้ยอ้ายมีหางยาวสามารถ ใช้หางจับเกาะต้นไม้แทนมือได้เป็นอย่างดี

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบในอินเดีย พม่า ไทย อินโดจีน มาเลเซีย สุมาตรา ชวา บอร์เนียว สำหรับประเทศไทยพบทาง
ภาคใต้ เป็นสัตว์กินผลไม้ และสัตว์เล็กๆ เช่น หนู กระรอก นก รวมทั้งหนอนและแมลง

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : เป็นสัตว์หากินกลางคืนมากกว่ากลางวัน กลางวันมักนอนตามโพรงไม้สูง ส่วนมากออกหากินตัวเดียว
ชอบหากินอยู่ตามต้นไม้มากกว่าพื้นดิน หมีขอผสมพันธุ์ได้ตลอดปี ตั้งท้องนานประมาณ
92 วัน ออกลูกครั้งละ 1-2 ตัว และอาจมีอายุยืนถึง 18 ปี

สถานภาพปัจจุบัน : เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
Slide thumbnail
ยีราฟ
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Giraffa camelopardali

ลักษณะทั่วไป : เป็นสัตว์บกที่สูงที่สุด มีคอยาวมาก ตัวผู้มีส่วนสูงประมาณ 18 ฟุต น้ำหนักประมาณ 1,100 - 1,932 กิโลกรัม ตัวเมียมีส่วนสูงประมาณ 17 ฟุต
น้ำหนักประมาณ 700 - 1,182 กิโลกรัม มีเขาทั้งในตัวผู้และตัวเมีย ไม่ผลัดเขา เขามีขนปกคลุมอยู่ หนังมีขนสั้นสีน้ำตาล มีลายขาวแปลกตา
ปากและลิ้นยาว ใช้ริมฝีปาก และลิ้นม้วนวนจับใบไม้ได้ มีเต้านม 4 เต้า

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบเฉพาะในทวีปแอฟริกา แถบทุ่งหญ้าสะวันนา ทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาร่า ตั้งแต่ไนจีเรียไปจนจรดแม่น้ำออเรนจ์
ยีราฟไม่ชอบกินหญ้ามากนัก ชอบกินใบไม้มากกว่า

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ชอบอาศัยอยู่ในทุ่งกว้างรวมกันเป็นฝูง และหากินร่วมกับสัตว์อื่นพวกม้าลาย นกกระจอกเทศ และพวกแอนติโลป
โดยยีราฟจะคอยระวังภัยให้ ตัวผู้มีการต่อสู้กันในช่วงฤดูผสมพันธุ์ ศัตรูสำคัญของยีราฟคือเสือดาวและสิงโต
ซึ่งยีราฟป้องกันตัวโดยใช้หัวเหวี่ยงและใช้เท้าเตะ ยีราฟเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุราว 3 ปีครึ่ง ตั้งท้องนาน 420 - 468 วัน
ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกหย่านมเมื่ออายุ 10 เดือน เป็นสัดทุก 14 วัน แต่ละครั้งเป็นอยู่นาน 24 ชั่วโมง และมีอายุยืนประมาณ 20-30 ปี

สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
Slide thumbnail
นากเล็กเล็บสั้น
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Aonyx cinerea

ลักษณะทั่วไป : มีขนาดเล็ก ลำตัวอ้วนสั้น แข็งแรง ลำตัวตอนบนสีน้ำตาลเทา ตอนล่างลำตัวสีอ่อนกว่า ใต้คางและคอด้านล่างสีขาวนวล
มีเล็บสั้นทื่อโค้งไม่ยื่นออกมาพ้นปลายนิ้ว เยื่อระหว่างนิ้วเท้ามีเล็กน้อย หางแข็ง หูเล็ก ขนสั้นเรียบเป็นมัน

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบในจีน พม่า อัสสัม เนปาล สิกขิม อินเดีย ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย บอร์เนียว สุมาตรา ชวา ฟิลิปปินส์
อาหารของนากนอกจากปลาแล้วยังกินหอย ปู บางครั้งนากจะขึ้นบกเพื่อหาสัตว์เล็ก ๆ และแมลงกิน

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ชอบหากินอยู่ในน้ำ ว่ายน้ำเก่ง ชอบอาศัยอยู่ตามห้วย ลำธาร ในป่าตามบึง หนอง เมื่อว่ายน้ำจะใช้หางโบกขึ้นลง
ทำให้ตัวเคลื่อนไปในน้ำได้อย่างรวดเร็ว ชอบอยู่รวมเป็นกลุ่ม แต่ในฤดูผสมพันธุ์จะอยู่เป็นคู่ นากจะผสมพันธุ์ในน้ำ และออกลูกครั้งละ 2-4 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน : เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่
Slide thumbnail
นากใหญ่ขนเรียบ
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Lutrogale Perspicillata

ลักษณะทั่วไป : นากชนิดนี้มีขนเรียบเป็นมัน ปลายหางแบนเห็นได้ชัด เส้นขนเหนือจมูกเป็นเส้นตรง ปาก แก้ม คอด้านล่าง
และหน้าอกตอนบนมีสีขาวเหลือง ตอนบนของลำตัวสีน้ำตาลแก่ ตอนล่างหรือด้านหน้าท้องสีอ่อนกว่า
อาจเป็นสีน้ำตาลหรือเทา มี หางยาวมาก ยาวกว่าครึ่งของลำตัวและหัวรวมกัน มือเท้าใหญ่สีซีด

ถิ่นอาศัย, อาหาร : นากใหญ่ขนเรียบพบในอินเดียตอนกลาง เนปาล สิกขิม พม่า ไทย เขมร เวียดนาม มาเลเซีย สุมาตรา
และบอร์เนียว กินปลาเป็นอาหาร

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : นากใหญ่ขนเรียบพบตามห้วย หนอง คลอง บึง ที่ราบลุ่มมีน้ำทั่วไป และแหล่งน้ำที่มีความสูงระดับต่ำ เมื่ออยู่บนบก
ไม่คล่องแคล่ว ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง และช่วยกันจับปลาโดยไล่ปลาไปข้างหน้า นากใหญ่ขนเรียบจะต้อนปลาเป็นรูปครึ่งวงกลม
ไปยังที่น้ำตื้นแล้วจับปลากิน ส่วนใหญ่จะผสมพันธุ์ตอนต้นปี ตั้งท้อง 63 วัน ลูกนากจะลืมตาได้เมื่ออายุ 10 วัน หย่านมเมื่ออายุ 3 เดือน
โตเต็มที่เมื่อมีอายุได้ประมาณ 3 ปี ส่วนใหญ่จะมีลูกครั้งแรกเมื่ออายุ 4 ปี

สถานภาพปัจจุบัน : เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์สงขลา
Slide thumbnail
แรดขาว
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Ceratotherium simum

ลักษณะทั่วไป : ถ้าไม่รวมช้างแล้ว แรดขาวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมบนบกที่ใหญ่ที่สุด ความยาวตั้งแต่หัวถึงโคนหาง 3.6-5 เมตร
ไหล่สูง 1.6-2 เมตร น้ำหนักปกติ 2.3-3.6 ตัน ผิวสีน้ำตาลอมเหลืองหรือสีเทา ผิวหนังทั่วตัวไม่มีขน ยกเว้นขนที่ปลายหูและขนหาง
นอหน้ายาว 0.6 เมตร แต่บางตัวอาจยาวกว่า 1.50 เมตร แรดขาวริมฝีปากบนเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ไม่มีติ่งคล้ายงวง
หูยาวกว่าแรดดำ และปลายหูแหลม หน้าผากลาดและมนกว่าแรดดำ หัวไหล่นูนเป็นก้อน ผิวหนังเป็นตุ่มนูนน้อยกว่าแรดดำ

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบทางใต้ของแอฟริกา ตั้งแต่ซูลูแลนด์ ถึงอุทยานแห่งชาติตรูเกอร์ซึ่งแรดขาวถูกนำไปเลี้ยงไว้
และยังพบได้ใน ซูดานภาคใต้ ยูกันดา และแถบใกล้ ๆ คองโก ประชากรแรดขาวลดจำนวนลงไปอย่างมาก
เช่นเดียวกับแรดพันธุ์อื่น แม้ว่าจะได้รับการคุ้มครองดีขึ้นก็ตาม กินหญ้าเป็นส่วนใหญ่ และกินพุ่มไม้เตี้ย ๆ มากกว่าใบไม้

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง และดุร้ายน้อยกว่าแรดดำ อยู่เป็นคู่หรือครอบครัวเล็ก ๆ 3-4 ตัว บางครั้งพบอยู่หลายครอบครัว
หากินอยู่ด้วยกัน บางทีพบถึง ๑๘ ตัว มีตัวผู้คุมฝูงตัวเดียว นอกนั้นเป็นตัวเมียและลูก แรดขาวมีการกระจายถิ่นหากินกว้างขวางกว่าแรดดำ
โดยใช้กองอุจจาระและปัสสาวะเป็นการบอกอาณาเขตของมัน ตัวเมียที่มีลูกจะยอมให้ตัวผู้เข้าใกล้เฉพาะตอนที่เป็นสัดเท่านั้น
หลังจากผสมพันธุ์แล้ว ตัวเมียจะต่อสู้ไล่ตัวผู้ไปทันที บางครั้งตัวผู้อาจถึงตายได้หรือ บางครั้งลูกที่ติดแม่อาจตาย ในฤดูร้อนชอบหลบร้อนตามร่มไม้หรือแช่ปลัก
บางทีแช่ปลักทั้งคืนเพื่อบรรเทาความร้อนและกำจัดเห็บ หน้าหนาวชอบนอนอาบทรายแทนการแช่ปลัก จมูกดีมาก แต่ตาและหูไม่ดี
ปกติวิ่งด้วยความเร็วถึง 29กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถ้าตกใจอาจวิ่งได้เร็วถึง 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
แรดขาวเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุ 7-10 ปี ตั้งท้องนาน 18 เดือน (547 วัน) ปกติออกลูกตัวเดียว ซึ่งพออายุ 1 วันก็เดินตามแม่ได้แล้ว
พออายุ 1 สัปดาห์เริ่มกินหญ้า ลูกจะอยู่กับแม่จนอายุ 1 ปี ลูกจะมีน้ำหนักประมาณ 400 กิโลกรัม ในเวลา 18 เดือน และมีอายุยืน 30-40 ปี

สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
Slide thumbnail
งูเหลือม
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Python reticulatus

ลักษณะทั่วไป : เป็นงูที่มีขนาดใหญ่และยาวที่สุดในโลก มีปากใหญ่ ฟันแหลมคม ขากรรไกร แข็งแรงมาก พื้นตัวสีน้ำตาลแดง
มีลายแบ่งเป็นวงมีหลายสี ที่หัวมีเส้นศรสีดำจนเกือบถึงปลายปาก ส่วนท้องสีขาว

ถิ่นอาศัย, อาหาร : มีทุกภาคในประเทศไทย พม่า มาเลเซีย สิงคโปร์ งูเหลือมกินสัตว์แทบทุกชนิด
เช่น เก้ง สุนัข กระต่าย หนู ไก่ เป็ด นก บางครั้งก็จับปลากินด้วย

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : งูเหลือมเป็นงูไม่มีพิษ เลื้อยช้าๆ ดุ ออกหากินกลางคืน หากินทั้งบนบกและในน้ำ อาศัยนอนตามโพรงดินโพรงไม้
ในที่มืดและเย็น หลาย ๆ วันจึงจะออกหากินครั้งหนึ่ง งูเหลือมมีการสืบพันธุ์คล้ายงูหลาม แต่มีระยะฟักไข่ 3 เดือน ลูกงูที่ออกจากไข่
มีความยาวประมาณ 55 เซนติเมตร

สถานภาพปัจจุบัน : เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา
Slide thumbnail
งูหลาม
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Python molurus bivitattus

ลักษณะทั่วไป : เป็นงูที่มีขนาดใหญ่มาก ลำตัวอ้วนสั้น หางสั้นไม่ยาวเหมือนงูเหลือม สีและลายผิดกับงูเหลือม
ลายที่หัวผิดกับงูเหลือมอย่างเห็นได้ชัด มีแถบสีขาวจากบริเวณริมท้ายทอยต่อจากลำตัวมาจรดกันที่ปลายจมูก
มีลักษณะรูปหน้าจั่วลายศรที่หัวสีขาว

ถิ่นอาศัย, อาหาร : มีทุกภาคในประเทศไทย ยกเว้นภาคใต้แถบติดต่อมาเลเซีย งูหลามกินสัตว์ เช่น เก้ง กระต่าย หนู เป็ด ไก่ นก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : อุ้ยอ้าย เลื้อยช้า ไม่ดุนัก เป็นงูเชื่องช้าและไม่มีพิษ ไม่ค่อยขึ้นต้นไม้ ไม่ออกหากินไกลจากโพรงที่อยู่นัก
คอยนอนดักจับสัตว์ที่เผลอเดินเข้ามาใกล้กิน ไม่ชอบลงหากินในน้ำ งูหลามออกไข่ครั้งละประมาณ 40 ฟอง ระยะฟักเป็นตัวประมาณ 2 เดือน
มีอายุยืนประมาณ 15 ปี

สถานภาพปัจจุบัน : เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา
Slide thumbnail
แพะภูเขา
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Barbary sheep

ลักษณะทั่วไป : อยู่ตามภูเขาที่แห้งแล้ง มีลำตัวยาว 1.3-1.9 เมตร หางยาว 25 เซนติเมตร เป็นแกะป่าชนิดหนึ่งที่พบ
ในทวีปแอฟริกา มีขนแผงคอยาวนุ่ม มีขนหนาที่คอ หน้าอก ส่วนบนของขาหน้า มีเขาขนาดใหญ่ ทั้งเพศผู้และเพศเมีย

ถิ่นอาศัย, อาหาร : ตามชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติค ถึงทะเลแดงทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา กินหญ้า ต้นไม้ ใบไม้
เปลือกไม้ ได้น้ำจากอาหารและเลียน้ำค้างกิน

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : แกะบาร์บารี่อยู่เป็นครอบครัวเล็ก ๆ พ่อแม่และลูก ๆ หลีกเลี่ยงศัตรูโดยการพรางตัวด้วยขนสีน้ำตาลอ่อน
กลมกลืนกับสีของทราย แกะบาร์บารี่ ถูกล่าโดยมนุษย์เพื่อเอาเนื้อ หนัง ขน และเอ็น ออกลูกครั้งละ 1-2 ตัว ปีละ 1 ครั้ง

สถานภาพปัจจุบัน : มีสถานภาพอยู่ในบัญชีสัตว์ป่าของ CITES ระดับ App. II

สถานที่ชม : สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ซึ่งปัจจุบันสวนสัตว์เปิดเขาเขียวมีแกะบาร์บารีทั้งหมด เพศผู้ 5 ตัว เพศเมีย 4 ตัว
สวนสัตว์เปิดเขาเขียวได้รับแกะบาร์บารีจาก ประเทศ สาธารณรัฐเชค ตั้งแต่ 4 พฤศจิกายน 2546
 
 
 
 
 
 
 
Slide thumbnail
สมเสร็จ
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Tapirus indicus

ลักษณะทั่วไป : เป็นสัตว์กีบเดี่ยว มีลักษณะของสัตว์หลายชนิดอยู่รวมกันในตัว กล่าวคือ รูปร่างคล้ายหมู กีบเท้าคล้ายแรด จมูกและ
ริมฝีปากมนยาวยื่นออกมาคล้ายงวงช้าง หางสั้นคล้ายหางหมี หูเล็กสั้นกลม ตาเล็ก สำหรับลูกสมเสร็จที่เกิดใหม่ตัวจะลายคล้ายแตงไทย
แต่มีสีน้ำตาลสลับขาว ลายนี้จะเลือนหายไปเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน โดยจะเริ่มมีสีเป็นขาวเทาในช่วงกลางลำตัว ส่วนอื่นจะเป็นสีดำเช่นเดียวกับพ่อแม่

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบในทวีปอเมริกา และเอเชีย ในทวีปอเมริกาพบตั้งแต่เม็กซิโกลงมาจนถึงอเมริกาใต้ ในเอเชียพบตั้งแต่แถบเทือกเขาตะนาวศรีของไทย
ลงไปจนถึงคาบสมุทรมลายา สุมาตรา สมเสร็จกินใบไม้ ต้นอ่อนของพืช ผลไม้ พืชน้ำ และหญ้า เป็นอาหาร

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ปกติชอบอยู่ลำพังตัวเดียว รักสงบ อาศัยตามป่าดงดิบหรือป่าทึบ ใกล้แหล่งน้ำลำธาร ชอบนอนแช่น้ำปลักโคลน ดำน้ำเก่งมาก จมูกไว
ส่งเสียงร้องเหมือนนกหวีดเมื่อภัยมา สมเสร็จเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุราว 3-5 ปี ตั้งท้องนานปรมาณ 390-395 วัน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว
ลูกจะอยู่กับแม่นานราว 6-8 เดือนจึงจะแยกตัวออกไป มีอายุยืนประมาณ 20-30 ปี

สถานภาพปัจจุบัน : สมเสร็จถูกล่าเพื่อเอาหนังและเนื้อ เพราะมีขนาดใหญ่ เนื้อสมเสร็จคล้ายเนื้อหมู และเนื่องจากมีนิสัยไม่ดุร้าย จึงล่าได้ง่าย
นอกจากนี้การบุกรุกทำลายป่าดิบชื้นของภาคใต้ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยสำคัญของสมเสร็จรวมทั้งการตัดไม้ การสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ และถนน ทำให้จำนวน

สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
Slide thumbnail
กวางดาว
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Axis Axis

ลักษณะทั่วไป : เป็นกวางป่าขนาดปานกลางระหว่างกวางป่ากับเนื้อทราย ขนสีน้ำตาลแดง มีจุดขาวข้างตัวเต็มไปหมด เรียงตัวกันเป็นลายยาว
ไปตามลำตัวสวยงามสะดุดตา กลางหลังมีแถบสีดำทอดเป็นแนวยาวไปจนจรดโคนหาง และมีจุดสีขาวเรียงขนาบไปข้างละแถวไปตลอด
ขนเส้นเล็กละเอียดอ่อนนุ่มไม่หยาบเท่ากวางป่า ขนาดช่วงไหล่สูงราว 36 นิ้ว หนักราว 145 ปอนด์ เฉพาะตัวผู้ที่มีเขา เขาแตกเป็นกิ่ง
ข้างละ 3 กิ่ง ช่วงผลัดเขาไม่พร้อมกันและไม่ขึ้นกับฤดูกาล

ถิ่นอาศัย, อาหาร : ป่าร้อนชื้นแถบเชิงเขาหิมาลัยตลอดจนเกือบทั่วอินเดีย ศรีลังกา อินโดนีเซีย อัสสัม
ชอบกินหญ้ามากในธรรมชาติ และกินใบไม้ ผลไม้บางชนิด

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงตามป่าโปร่ง คุ้นคนง่าย เชื่อง มักอยู่เป็นฝูงใหญ่ หากินตามทุ่งหญ้าโล่งหรือป่าโปร่ง ออกหากินในช่วงตอนเย็นจนถึงเช้าตรู่
ชอบกินหญ้ามากกว่าใบไม้ กระหายน้ำเก่ง ต้องกินน้ำบ่อย ๆ ชอบแทะเปลือกไม้ ว่ายน้ำเก่ง ชอบสะอาดไม่ชอบนอนเกลือกปลักตมเหมือนกวางป่า
ตัวผู้มีนิสัยรักสงบ ไม่ดุร้าย เหมือนกวางชนิดอื่น ตัวผู้หลาย ๆ ตัว สามารถอยู่รวมฝูงกันได้อย่างสงบ
ฤดูผสมพันธุ์ปกติจะตกอยู่ในช่วงต้นฤดูหนาว ตั้งท้องประมาณ 7-8 เดือน ตกลูกครั้งละ 1 ตัว กวางดาวที่นำมาเลี้ยงในสวนสัตว์ต่าง ๆ
อายุยืนประมาณ 20 ปี ส่วนในธรรมชาติ อายุยืนประมาณ 12-15 ปี

สถานภาพปัจจุบัน : -
สถานที่ชม : สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
Slide thumbnail
เลียงผา
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Capricornis sumatraensis

ลักษณะทั่วไป : รูปร่างคล้ายแพะ แต่ไม่มีเครา ขนหยาบและยาวกว่า มีสีดำเกือบทั้งตัว หูยาวเหมือนลา มีเขาทั้งตัวผู้และตัวเมีย เขายาวประมาณ 4 - 8 นิ้ว
โคนเขามีหยักเป็นวงรอบ ๆ ปลายเขากลมเรียวโค้งไปข้างหลังเล็กน้อย เท้าของมันแข็งแรงมาก กีบเท้าแข็งแกร่งและสั้น เหมาะที่จะกระโดดไปตามหน้าผา
มีต่อมขนาดใหญ่อยู่ใต้ตา

ถิ่นอาศัย, อาหาร : อาศัยอยู่ในปัญจาบ แคชเมียร์ ทางใต้ของเทือกเขาหิมาลัยไปจนจรดอัสสัม จีนตอนใต้ พม่า ไทย อินโดจีน มาเลเซีย สุมาตรา
ไต้หวัน ญี่ปุ่น ในประเทศไทยพบอยู่ตามป่าภูเขา และเกาะต่าง ๆหลายแห่ง อาหารของเลียงผาได้แก่ ใบไม้อ่อน หน่อพืชบางชนิด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีกลิ่นหอม รวมทั้งกินหญ้า เปลือกไม้ และกิ่งไม้

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : เลียงผามีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากถูกล่าอย่างหนัก เพื่อเอาเขา กระดูก และน้ำมันมาใช้ทำยาสมานกระดูก
นอกจากนี้พื้นที่หากินของเลียงผาลดลงอย่างรวดเร็วจากการทำการเกษตรตามลาดเขา และบนพื้นที่ที่ไม่ชันจนเกินไป เลียงผาจัดเป็นสัตว์ป่าสงวน
1 ใน 15 ชนิด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสัตว์ป่า

สถานภาพปัจจุบัน : เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535
สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
Slide thumbnail
ช้างเอเชีย
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Elephas Maximus

ลักษณะทั่วไป : ตัวผู้มีงาเรียกว่า "ช้างพลาย" แต่บางตัวไม่มีงาเรียก "ช้างสีดอ" ตัวเมียปกติไม่มีงาเรียก "ช้างพัง" แต่บางตัวอาจมีงาสั้น ๆ เรียกว่า "ขนาย"
หนังบริเวณลำตัวหนาราว 1.9-3.2 เซนติเมตร เป็นสัตว์กระเพาะเดียว มีฟัน 26 ซี่ งาคือฟันตัดที่เปลี่ยนแปลงไป จมูกเป็นงวงยาว
หลังโก่งโค้งเป็นรูปโดมตลอดแนวหลัง เท้าหน้ามีเล็บ 5 เล็บ เท้าหลังมี 4 เล็บ ปลายงวงมีติ่ง น้ำหนักประมาณ 3-4 ตัน

ถิ่นอาศัย, อาหาร : ช้างเอเชียพบในเนปาล บังคลาเทศ อินเดีย ศรีลังกา พม่า ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย สุมาตรา ได้แก่ หญ้า ใบไม้ หน่อไม้อ่อน
ชอบกินต้นไผ่อ่อนและใบไผ่มาก ในหน้าแล้งชอบกินใบตองและหยวกกล้วยเป็นพิเศษ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ช้างมักอยู่รวมกันเป็นโขลง มีจำนวนสมาชิกตั้งแต่ 3 ตัวขึ้นไป โดยมีตัวเมียที่มีอายุมากที่สุดเป็นผู้นำฝูง ทำหน้าที่พาโขลง
ไปหากินตามแหล่งอาหารต่าง ๆ และคอยพาโขลงหนีภัย สำหรับช้างตัวผู้ที่มีอายุ 16-19 ปี จะมีลำตัวขนาดใหญ่และงายาว มักชอบแยกตัวออก
มาอยู่ตามลำพังและจะเข้าฝูงเพียงเพื่อการผสมพันธุ์เท่านั้น ช้างตั้งท้องนาน 22 เดือน หลังจากคลอดลูกแล้วช้างจะไม่ตั้งท้องอีกนานประมาณ 2 ปี
เพราะฉะนั้นใน 4 ปี โดยมากลูกช้างจะเกิดใหม่เพียง 1 ตัวต่อ 1 แม่เท่านั้น

สถานภาพปัจจุบัน : เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535
สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา
Slide thumbnail
กวางผา
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Naemorhedus caudatus

ลักษณะทั่วไป : ลักษณะ เขาเป็นวงแหวนรอบโคนเขา ปลายเรียวโค้งไปด้านหลัง บริเวณลำคอด้านล่างติดกับคาง ริมฝีปาก
และรอบตามีขนสีขาวกวางผามีสายตาดี ว่องไว ปราดเปรียว ปกติจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ หรืออาจพบหากินตามลำพัง
ออกหากินตอนเย็นจนถึงพลบค่ำและเช้าตรู่ กลางวันจะนอนพักผ่อนตามหน้าผา ฤดูผสมพันธุ์ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม
ตั้งท้องนาน 6-8 เดือน อาหาร ได้แก่ หญ้า ใบไม้ ลูกไม้

ถิ่นอาศัย, อาหาร : ถิ่นกำเนิด มีเขตแพร่กระจายตั้งแต่แคว้นแคชเมียร์ ลงไปจนถึงแคว้นอัสสัม จีนตอนใต้ พม่า และตอนเหนือของไทย
ในไทยมีรายงานว่าพบอยู่ตามภูเขาสูงชันหลายแห่ง เช่น ดอยม่อนจอง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย ดอยเลี่ยม ดอยมือกาใด
จังหวัดเชียงใหม่ และริมสองฝั่งลำน้ำปิงในอุทยานแห่งชาติแม่ปิง จังหวัดตากกวางผาเป็นสัตว์จำพวกเดียวกับแพะ แกะ เช่นเดียวกับเลียงผา
แต่มีขนาดเล็กกว่า ขนลำตัวสีน้ำตาลปนเทา มีแนวสีดำไปตามสันหลังจนถึงปลายหาง ด้านท้องสีจางกว่าด้านหลัง หางสีดำ เขาสีดำ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : -

สถานภาพปัจจุบัน : -
สถานที่ชม : -
Slide thumbnail
เก้งหม้อ
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Muntiacus feae

ลักษณะทั่วไป : ลักษณะ เป็นกวางขนาดเล็ก ใหญ่กว่าเก้งเล็กน้อย ลำตัวยาว 88-100 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 22 กิโลกรัม
ลำตัวซีกบนสีน้ำตาลแก่ ซีกล่างสีน้ำตาลปนขาว หางสั้นซีกบนเป็นสีดำเข็ม ซีกล่างของหางสีขาวตัดกันสะดุดตา มีเขาเฉพาะในตัวผู้
เขามีข้างละ 2 กิ่ง แต่ไม่สวยงามเท่าเก้ง ต่อมน้ำตาใหญ่มาก มีแอ่งน้ำตาใหญ่ ผลัดเขาทุกปี ยกเว้นตัวผู้ที่แก่มากๆ เขาอาจอยู่ได้นานถึงสองปีกว่า

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบทางภาคใต้ของประเทศไทยเทือกเขาตะนาวศรีและตามแนวชายแดนที่ติดต่อกับประเทศพม่าอาหารที่กินได้แก่
ใบไม้ ใบหญ้า ผลไม้บางชนิด หน่ออ่อนของต้นไม้ โดยเฉพาะหญ้าระบัดจะชอบมาก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : -ชอบอาศัยอยู่ตามป่าทึบสูงๆ ที่เป็นป่าดงดิบไม่ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ ชอบอยู่กลุ่มละ 2 - 3 ตัว แต่โดยปกติแล้ว
ชอบอยู่ลำพังตัวเดียว ออกหากินตอนเช้าตรู่ พลบค่ำและตอนกลางคืน โดยจะออกมาหากินตามทุ่งโล่ง ชายป่า ท้องนา แถวที่มีลูกไม้ป่า
ชอบกินดินโป่ง เก้งหม้อมีระยะตั้งท้องนานประมาณ 6 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน : เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535
สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา
Slide thumbnail
อิมพาลา
ชื่อทางวิทยาศาสตร์:Aepyceros Melampus

ลักษณะทั่วไป : ความสูงจากพื้นถึงไหล่ประมาณ 90 เซนติเมตร หางยาวประมาณ 28 เซนติเมตร ตัวผู้น้ำหนักประมาณ 50 กิโลกรัม
ตัวเมียน้ำหนักประมาณ 40 กิโลกรัม เขายาวเฉลี่ย 50 เซนติเมตร อาจจะยาวถึง 80-97 เซนติเมตร ขนสีน้ำตาลอ่อน บริเวณหลัง
สีน้ำตาลแดง เป็น ขนาดกลางรูปร่างเพรียว ตัวเมียไม่มีเขา ขนที่ปลายหูสีดำ ขนบริเวณกระหม่อมสีดำ ขนที่ข้อเท้าขาหลังสีดำ

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบได้ในทวีปอัฟริกา ประเทศแซมเบีย ซิมบับเว โมแซมบิก และตอนใต้ของประเทศซาอีร์
ไม่พบในบริเวณภูเขา และมันไม่ชอบอยู่ในบริเวณทุ่งหญ้ากว้างๆ แต่จะอยู่บริเวณป่าละเมาะ หรือทุ่งหญ้าที่มีไม้พุ่มที่มีแหล่งน้ำ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ส่วนใหญ่หากินเวลากลางวัน บางครั้งพบหากินในเวลากลางคืนบ้าง เวลาส่วนใหญ่ของปีจะอยู่รวมกันเป็นฝูงทั้งตัวผู้และตัวเมีย
ตัวผู้จะแยกย้ายไปสร้างอาณาเขตของตัวเอง ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ตัวผู้จะส่งเสียงร้องคำรามในลำคอและแผดเสียงดังออกทางจมูก
โดยทอาณาเขตเป็นเส้นทางเดินประจำ ในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม เมื่อตัวผู้แยกตัวออกมามีอาณาเขตของตัวเอง
ลูกอ่อนและตัวเมียอาจจะไปซ้อนทับอาณาเขตกันได้ ซึ่งจะเป็นฮาเร็มที่มีตัวเมียประมาณ 15-20 ตัว ตัวเมียตั้งท้อง 196 วัน
น้ำหนักแรกคลอดประมาณ 5กิโลกรัม

สถานภาพปัจจุบัน : -
สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา
Slide thumbnail
โอริกซ์กาเซลล์
ชื่อทางวิทยาศาสตร์:Oryx gazella

ลักษณะทั่วไป : เป็นแอนทีโลปที่ดูมีพลัง สวยงาม บริเวณหน้ามีแถบสีดำ 3 แถบพาดอยู่ บริเวณใต้ท้องกับข้างลำตัวตัวมีเส้นสีดำ
พาดแบ่งอยู่หางยาวและปลายสีดำ เขามีลักษณะเกือบตรง และเกือบจะขนานกัน เขายาวประมาณ 76 เซนติเมตร เขาตัวเมีย
มักจะยาวกว่าแต่บางกว่า ความยาวหัวถึงลำตัว 1.9 เมตร สูงถึงไหล่ 1.22 เมตร น้ำหนัก ประมาณ 200 กิโลกรัม

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบตามทุ่งหญ้าสะวันนา (Savannah) จาก Erithrea ในเอธิโอเปียถึงเคนยา และแทนซาเทีย
ในแอฟริกาตะวันออก และทางตะวันตกเฉียงใต้ของแอฟริกา โอริกซ์กาเซลล์เป็นสัตว์กินหญ้าและใบไม้

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ชอบอยู่เป็นฝูง ประมาณ 10-40 ตัว โดยมักจะอยู่รวมกันกับแอนทีโลปชนิดอื่น ๆ หรือกับม้าลาย สามารถอดน้ำ
และอาหารได้เป็นเวลานาน ๆ โอริกซ์กาเซลล์โตเต็มที่เมื่อมีอายุ 1.5 - 2 ปี ตั้งท้องนานประมาณ 260-300 วัน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน : -
สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
Slide thumbnail
กระจงควาย
ชื่อทางวิทยาศาสตร์:Tragulus napu

ลักษณะทั่วไป : จัดเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้องกีบคู่ขนาดเล็ก รูปร่างคล้ายกวาง แต่ทั้งตัวผู้และตัวเมียไม่มีเขา กระจงตัวผู้จะมีเขี้ยวบนยาว
เลยริมฝีปากบนลงมา เมื่อโตเต็มวัย สูงประมาณ 30-35 เซนติเมตร น้ำหนักตัวประมาณ 3.6-6.0 กิโลกรัม ขนบนตัวสีน้ำตาล
ออกเทาและมีจุดสีเข้มกว่ากระจายอยู่ทั่วไป ที่ใต้คอและบนหน้าอกมีแถบสีขาวพาดตามยาว 5 เส้น

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบในพม่า อินโดจีน ไทย แหลมมลายู สุมาตรา และบอร์เนียว ชอบกินหญ้าอ่อน ผลไม้ป่า ยอดไม้ และใบไม้อ่อน

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ปกติชอบอยู่โดดเดี่ยว นอกจากในฤดูผสมพันธุ์จึงจะอยู่เป็นคู่ เป็นสัตว์ออกหากินในเวลากลางคืน
ส่วนในเวลากลางวันจะหลบพักนอนตามหลืบหิน และโพรงไม้ฤดูผสมพันธุ์ตกอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม
โตเต็มวัยพร้อมจะผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุ 4-5 เดือน ระยะตั้งท้องนาน 5-6 เดือน หรือ 152-172 วัน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน : เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535
สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์สงขลา
Slide thumbnail
กระจงเล็ก
ชื่อทางวิทยาศาสตร์:Tragulus javanicus

ลักษณะทั่วไป : เป็นสัตว์เคี้ยวเอื้องกีบคู่ขนาดเล็ก ถือว่าเป็นสัตว์กีบคู่ที่มีขนาดเล็กที่สุด รูปร่างคล้ายกวาง แต่ไม่มีเขาทั้งตัวผู้และตัวเมีย
ลำตัวยาวประมาณ 40-48 เซนติเมตร สูง 20-25 เซนติเมตร น้ำหนัก 1.5-2.5 กิโลกรัม กระจงเล็กมีขนสีน้ำตาลแกมแดง มีแถบสีขาวใต้คอ 3 เส้น

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบแถบเทือกเขาตะนาวศรี อินโดจีน มลายู สุมาตรา ชวา บอร์เนียว และเกาะข้างเคียงอีกหลายเกาะและในประเทศไทย
ชอบกินใบไม้ หญ้า ผลไม้ป่าที่ร่วงหล่นตามพื้นดินยอดอ่อนของไม้พุ่มเตี้ย หญ้าอ่อนที่ผลิขึ้นใหม่กระจงชอบกินมาก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ชอบออกหากินตอนกลางคืน ตั้งแต่พลบค่ำจนถึงเช้าตรู่ กลางวันนอนพักผ่อนตามซอกหิน หรือโพรงไม้
หรือใต้พุ่มไม้ทึบ ตื่นตกใจง่าย ปกติชอบอยู่ลำพังตัวเดียว ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ จะอยู่เป็นคู่ ชอบออกมาหากินตามทุ่งหญ้าหรือชายป่า
อาศัยอยู่ตามป่าดงดิบมากกว่าป่าโปร่ง และเป็นป่าต่ำด้วย ร้องเสียง “จี๊ด ๆ” คล้ายหนู ปราดเปรียวว่องไวมาก และว่ายน้ำเก่ง
ฤดูผสมพันธุ์ตกอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ตั้งท้องนานประมาณ 140 วัน ปกติออกลูกครั้งละ 1 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน : เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535
สถานที่ชม : -
 
 
 
 
 
 
 
Slide thumbnail
กระรอกสามสี
ชื่อทางวิทยาศาสตร์:Callosciurus Prevostii

ลักษณะทั่วไป : ลักษณะ หัวและลำตัวยาว 25 ซม. หางยาว 27 ซม. เป็นกระรอกในสกุล Callosciurus
ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีสีลำตัวเด่นชัดหู ส่วนบนของหัว หลัง และหางเป็นสีดำ สีข้างและต้นขาหลังเป็นสีขาว ท้อง ขาหน้า
และปลายขาหลังเป็นสีน้ำตาลแดง บางครั้งหางเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือสีน้ำตาลเรียบๆ แก้มสีเทาจาง

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบในป่าดงดิบชื้นแถบมาลายู เป็นชนิดที่หายาก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ชอบอาศัยอยู่บนต้นไม้ พบตามเรือนยอดชั้นกลางและชั้นบน

สถานภาพปัจจุบัน : -
สถานที่ชม : -
Slide thumbnail
กระรอกหลากสี
ชื่อทางวิทยาศาสตร์:Callosciurus Finlaysonii

ลักษณะทั่วไป : ลักษณะความยาวลำตัว 21.5 ซม. หางยาว 22.5 - 24 ซม. เป็นกระรอกขนาดกลางที่มีสีสันหลากหลายมาก มีทั้งที่มีสีขาวล้วน
สีแดงล้วน หรือสีดำล้วน บางตัวมีสีดำกับสีขาว หรือสีเทากับสีแดงบางตัวหัว หลัง และหางเป็นสีน้ำตาลแดงหรือน้ำตาลเข้ม
ลำตัวด้านข้างเป็นสีน้ำตาลแกมเขียว สีน้ำตาลแดงหรือสีน้ำตาลแกมส้ม และมักมีท้องสีน้ำตาลเข้ม

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบในป่าหลายประเภททั่วประเทศไทยตั้งแต่คอคอดกระขึ้นมาเป็นชนิดที่พบบ่อยมาก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : อาศัยอยู่บนต้นไม้

สถานภาพปัจจุบัน : -
สถานที่ชม : -
Slide thumbnail
พญากระรอกดำใหญ่
ชื่อทางวิทยาศาสตร์:Black Giant squirrel

ลักษณะทั่วไป : เป็นกระรอกขนาดใหญ่ ขนด้านบนของลำตัวสีน้ำตาลไหม้ด้านล่างถึงท้องสีอ่อนเป็นสีครีมหรือสีส้ม
หางเป็นพวงยาวใหญ่สีดำมีหนวดสีดำยาวเห็นได้ชัด เล็บเท้าโค้งแหลมคมมาก ตัวเมียมีเต้านม 3 คู่

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบเห็นได้ยากเป็นสัตว์ในป่าดงดิบ อยู่บนต้นไม้สูงชอบร้องทักเมื่อเห็นคนหรือสัตว์อื่น หากินตัวเดียว
นอกจากฤดูผสมพันธุ์จึงอยู่เป็นคู่

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ผสมพันธุ์ได้อายุประมาณ 2 ปี ตั้งท้องนาน 28 วัน ออกลูกครั้งละ 1 - 2 ตัว ทำรังด้วยกิ่งไม้ ใบไม้แห้งตามยอดไม้สูงๆ
จะมีลูกอ่อนหรือไม่มีก็จะนอนในรังมักทำรังไว้้หลายแห่ง จะอาศัยอยู่ในรังไหนก็แล้วแต่ความอุดมสมบูรณ์ของอาหารในบริเวณนั้น
จะเลือกอาศัยอยู่ในรังซึ่งบริเวณนั้นหาอาหารได้ง่ายอายุยืน 10 กว่าปี

สถานภาพปัจจุบัน : -
สถานที่ชม : -
Slide thumbnail
อีกัวนา
ชื่อทางวิทยาศาสตร์:Iguana iguana

ลักษณะทั่วไป : เป็นกิ้งก่าขนาดใหญ่ สีเขียว หัวโตมีหนามแหลมคล้ายหวีอยู่แนวกลางของลำตัว ซึ่งหนามนี้จะเห็นได้ชัดที่สุด
ตั้งแต่ตรงคอไปถึงหาง บริเวณลำคอมีปุ่มกลมขนาดใหญ่ ใต้คอมีเหนียงขรุขระขนาดใหญ่ ตัวผู้ตัวโต มีหัวโตและมีแผงหนามชัดเจนกว่าตัวเมีย

ถิ่นอาศัย, อาหาร : มีถิ่นอาศัยอยู่ในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ กรีนอีกัวน่ากินแมลง พืชผักเป็นอาหาร

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ชอบอยู่ในป่าร้อนชื้น ชอบไต่ไปตามกิ่งไม้หรือขอนไม้ บางครั้งไต่ได้อย่างรวดเร็วไปตามพุ่มไม้และอาจลงน้ำได้เป็นบางครั้ง
เมื่อยังเล็กจะกินเฉพาะแมลง แต่พอโตเต็มวัยแล้วจะกินพืชเป็นหลัก กรีนอีกัวน่าวางไข่ครั้งละ 20-40 ฟอง ต่อ ครั้ง ระยะฟักไข่นาน 10-15 สัปดาห์

สถานภาพปัจจุบัน : -
สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
Slide thumbnail
มารา
ชื่อทางวิทยาศาสตร์:Dolichotis patagonum

ลักษณะทั่วไป : มีใบหน้าและหูคล้ายกระต่าย แต่มีลำตัวคล้ายสุนัขหรือกวางขนาดเล็ก ลำตัวยาวประมาณ 70 - 75 เซนติเมตร
มีหางสั้นประมาณ 4 - 5 เซนติเมตร ลำตัวมีขนสีน้ำตาล ด้านท้องมีสีขาวปนน้ำตาลแดง มีขนบริเวณ ก้นสีขาว ขาคู่หลังเรียวยาวกว่าขาคู่หน้า
เท้าหน้ามี4 นิ้ว เท้าหลังมี 3 นิ้ว และมีใบหูใหญ่

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบแพร่กระจายบริเวณทุ่งหญ้าแพมพัสในตอนกลางและตอนใต้ของประเทศอาเจนตินา อาหารได้แก่หญ้า พืช เปลือกไม้ รากไม้

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : มาราตั้งท้องนาน 90 - 93 วัน น้ำหนักแรกเกิด 400 - 450 กรัม หย่านมเมื่ออายุ 2-3 เดือน วัยเจริญพันธุ์อายุ 1 - 5 ปี มีอายุยืน 10 - 15 ปี

สถานภาพปัจจุบัน : -
สถานที่ชม : สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่
Slide thumbnail
แมวลายหิวอ่อน
ชื่อทางวิทยาศาสตร์:Pardo felis marmorata

ลักษณะทั่วไป : แมวลายหินอ่อน จัดอยู่ในจำพวกเสือเล็ก วงศ์ย่อย Felidae เนื่องจากกระดูกกล่องเสียงไม่มีเส้นเสียงจึงคำรามดัง
กังวานอย่างเสือโคร่งหรือเสือดาว เสือดำไม่ได้ ขนาดตัวโตกว่าแมวบ้านไม่มากนัก และมีลวดลายตามตัวดูคล้ายลายหินอ่อนขัด จึงมีชื่อว่า
“แมวลายหินอ่อน” ขนาดของแมวลายหินอ่อนพันธุ์ไทย ขนาดตัว 45-53 เซนติเมตร หางยาว 47.5-55.0 เซนติเมตร ช่วงขาหลัง
11.5-12.0 เซนติเมตร น้ำหนักตัว 2-5 กิโลกรัม

ถิ่นอาศัย, อาหาร : เขตการกระจายพันธุ์ของแมวลายหินอ่อนมีอยู่เฉพาะในทวีปเอเชีย บริเวณตั้งแต่แถบเทือกเขาหิมาลัยในประเทศเนปาล
สิกขิม แคว้นอัสสัมของอินเดีย เมียนมาร์ ไทย กลุ่มประเทศอินโดจีน มาเลเซีย สุมาตรา และบอร์เนียว ปัจจุบันมีเหลืออยู่น้อยหาได้ยาก
ถิ่นอาศัยที่ยังมีแมวลายหินอ่อนอาศัยอยู่คือ ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี แมวลายหินอ่อนกินสัตว์เล็กๆ
ที่มันสามารถจับได้ ตั้งแต่แมลง จิ้งจก กิ้งก่า งู นก หนู กระรอก กระต่าย เป็นต้น

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : แมวลายหินอ่อนมีความสามารถในการหลบซ่อนพรางตัวตามป่ารกทึบได้เก่ง ทำให้พบเห็นตัวในธรรมชาติได้ยาก ปีนต้นไม้เก่ง
แต่ปกติแล้วชอบอาศัยหากินอยู่ตามพื้นป่าดิบทึบใกล้แหล่งน้ำ ไม่ค่อยอยู่บนต้นไม้สูงเป็นประจำอย่างเสือลายเมฆ ออกหากินตอนกลางคืน
นิสัยค่อนข้างดุร้ายกว่าแมวป่าชนิดอื่นๆ การล่าเหยื่อมักใช้วิธีการวิ่งไล่จับเหยื่อตามพื้นป่าอย่างเงียบๆ ไม่ใช้วิธีการดักซุ่มอยู่ตามคาคบไม้อย่างเสือลายเมฆ
พฤติกรรมการสืบพันธุ์ส่วนใหญ่ได้จากการศึกษาแมวลายหินอ่อนในสวนสัตว์ พบว่าค่อนข้างคล้ายกับแมวบ้าน แมวลายหินอ่อนผสมพันธุ์ได้ตลอดปี
ระยะตั้งท้อง 66-82 วัน ลูกแรกเกิดยังไม่ลืมตา จนอายุประมาณ 12 วันจึงจะลืมตาได้และเริ่มหัดเดินเมื่ออายุประมาณ 15 วัน
หย่านมอายุประมาณ 121 วัน และมีอายุยืนราว 12 ปี

สถานภาพปัจจุบัน : เนื่องจากเป็นสัตว์ที่ไม่ชอบอยู่ใกล้คน ชอบซุกซ่อนพรางตัวอยู่ตามป่าทึบที่ห่างไกลคน เมื่อพบคนจึงแสดงอาการดุร้าย
ทำให้ถูกฆ่าตายไป ประกอบกับเป็นเสือที่มีลักษณะสวยงามหาได้ยากมาก เป็นที่ต้องการของสวนสัตว์ต่างๆ และพวกชอบเลี้ยงสัตว์ป่าที่หายาก

สถานที่ชม : สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์นครราชสีมา
Slide thumbnail
อูฐโหนกเดียว
ชื่อทางวิทยาศาสตร์:Camelus dromedarius

ลักษณะทั่วไป : อูฐโหนกเดียวมีหัวและคอยาว ขนตาหนา ในรูจมูกมีกล้ามเนื้อปิดเปิดเพื่อป้องกันฝุ่นทรายในทะเลทราย ตัวจะเป็นสีเทาแกมแดงหรือ
เป็นสีน้ำตาลอ่อน จะเห็นโหนกบนหลังซึ่งจะมีไขมันเก็บสะสมไว้ ส่วนไหล่สูง 2 เมตร น้ำหนักอาจมากถึง 600 กิโลกรัม

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบในบริเวณพื้นที่ทะเลทรายแถบแอฟริกาตอนเหนือจนเกีอบถึงตอนกลาง อูฐโหนกเดียวกินหญ้าและใบไม้เป็นอาหาร

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : เป็นสัตว์ที่สามารถอดน้ำได้เป็นเวลานาน ปัจจุบันเป็นสัตว์ที่ใช้บรรทุกของขนส่งในทะเลทราย อูฐโหนกเดียว
มีระยะตั้งท้องนาน 13 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว โดยจะออกลูกในท่ายืน

สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
Slide thumbnail
ฮิปโปโปเตมัส
ชื่อทางวิทยาศาสตร์:Hippopotamus amphibus

ลักษณะทั่วไป : เป็นสัตว์ที่มีรูปร่างกลมใหญ่เทอะทะและมีปากกว้างมาก เขี้ยวล่างยาวโค้งเป็นอาวุธสำคัญประจำตัว หนังหนามีต่อมเมือก ลำตัวไม่มีขน
จะมีขนเฉพาะรอบปาก และใกล้กับปลายหาง ผิวหนังมีเหงื่อเป็นเมือกสีแดงอ่อนคล้ายเลือด

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบในทวีปแอฟริกา อูกันดา ซูลูแลนด์ตอนเหนือ ทรานสวาลล์ เคนยา เซเนกัล
ฮิปโปโปเตมัสกินหญ้า พืชน้ำ ใบไม้ ลูกไม้ และพืชผลต่างๆ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง ปกติชอบอยู่ในน้ำในตอนกลางวันและขึ้นบกมาหากินตอนกลางคืน ทนต่อความหนาวได้ดี ชอบอาศัยอยู่ในน้ำนิ่ง
หรือน้ำไหลเอื่อย ๆ ปกติไม่ดุ แต่ในช่วงผสมพันธุ์ตัวผู้จะต่อสู้กันอย่างดุร้าย จะดุเวลาตกใจหรือได้รับบาดเจ็บ และแม่ลูกอ่อนจะดุมาก ดำน้ำเก่ง
สามารถเดินท่องอยู่ใต้น้ำได้ ฮิปโปโปเตมัสมีระยะตั้งท้องนาน 227 - 240 วัน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกดูดนมในน้ำและจะหย่านมเมื่ออายุประมาณ
4 - 8 เดือน มีอายุยืน 40 - 45 ปี

สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา
Slide thumbnail
ฮิปโปโปเตมัสแคระ
ชื่อทางวิทยาศาสตร์:Hexaprotodon liberiensis

ลักษณะทั่วไป : มีความสูงเกือบ 1 เมตร น้ำหนักประมาณ 160 - 180 กิโลกรัม หลังโค้งขึ้น ก้นลาดต่ำลง ฮิปโปแคระมีหัวกลมกว่าฮิปโปใหญ่
เบ้าตาอยู่ด้านข้าง ตามลำตัวเกือบไม่มีขน มีขนเพียงไม่กี่เส้นที่ริมฝีปากและที่หาง หนังของมันชาวพื้นเมืองชอบนำไปทำเป็นแส้
เนื้อของมันเหมือนเนื้อหมูป่า

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบในทวีปแอฟริกาตะวันตก จากประเทศเซียราเลโอนจนถึงไนจีเรีย
ฮิปโปโปเตมัสแคระกินหญ้า กล้วย และมันเทศ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ชอบอยู่ตามลำน้ำและหนองบึงในป่าดงดิบ ไม่ชอบอยู่เป็นฝูง มักอยู่เดี่ยวหรืออยู่คู่ จะขึ้นจากน้ำตอนกลางคืน เดินหากินไปตามที่
เคยเดินจนดูคล้ายเดินไปในช่องอุโมงค์ เวลาตกใจมันมักเข้าไปซ่อนในป่ารก แทนที่จะหนีลงในน้ำ
ฮิปโปโปแคระตั้งท้องนาน 190 - 210 วัน ลูกที่ออกมาใหม่หนัก 3 - 4.5 กิโลกรัม และมีอายุยืนราว 35 ปี

สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์นครราชสีมา
Slide thumbnail
นกกระทุง
ชื่อทางวิทยาศาสตร์:Pelecanus philippensis

ลักษณะทั่วไป : นกกระทุงเป็นนกน้ำขนาดใหญ่ ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะคล้ายกัน แต่ตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย
ขนาดความยาวประมาณ 140 เซนติเมตร ปากยาวและแบน มีถุงน้ำใต้คอสีม่วงอ่อน ขอบปากด้านบนมีจุดสีฟ้าคล้ำๆ เรียงกัน
ขาสั้นสีน้ำตาลและมีเยื่อยึดอยู่ระหว่างนิ้วทั้งสี่ ใช้สำหรับว่ายน้ำ ขณะบินจะหดคอแนบเข้ามาและวางหัวไว้บนไหล่ ขนตามลำตัวสีเทาอ่อน
บริเวณขอบตาสีขาว

ถิ่นอาศัย, อาหาร : ในประเทศไทยพบตามแหล่งน้ำขนาดใหญ่ และชายทะเลภาคกลางและภาคใต้ นอกจากนี้ยังพบในแถบอินโดแปซิฟิก
อินเดีย พม่า อินโดจีน และชวา อาหารได้แก่ ปลา สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกตามแหล่งน้ำขนาดใหญ่

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ชอบอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงทั้งช่วงเวลาหากินและทำรัง ขณะหาอาหารจะใช้ถุงใต้คอทำหน้าที่คล้ายสวิงช้อนปลาลงในลำคอ
นกกระทุงทำรังอยู่บนต้นไม้รวมกันเป็นฝูง วางไข่คราวละ 1-5 ฟอง และใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 30 วัน โดยทั้งตัวผู้และตัวเมียผลัดกันทำหน้าที่

สถานภาพปัจจุบัน : ใกล้สูญพันธุ์ จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 
 
 
 
 
 
 
Slide thumbnail
นกกระสานวล
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Ardea cinerea

ลักษณะทั่วไป : นกกระสานวลจัดอยู่ในวงศ์นกยาง เป็นนกขนาดใหญ่ (ขนาด 96-102 เซนติเมตร) ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะคล้ายกัน
มีปากยาวแหลม คอและขายาว หัวและคอสีเทาอ่อนจนเกือบขาว มีขนยาวสีดำคาดจากบริเวณหัวตางอกยาวไปยังท้ายทอย
คล้ายมีหางเปียสองเส้น ด้านข้างลำคอมีลายสีดำคาดเป็นทางลงมาจนถึงอกและที่อกมีแถบสีดำเด่นชัด ตรงปลายปีกสีดำ
และมีม่านตาสีเหลือง

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบในแอฟริกา ยุโรป อินเดีย คาบสมุทรอินโดจีน และอพยพมายังประเทศไทยช่วงฤดูผสมพันธุ์
โดยพบทั่วทุกภาคของประเทศไทย แต่ไม่บ่อยและจำนวนไม่มากนัก ส่วนใหญ่พบตามแหล่งน้ำขนาดใหญ่
เช่น เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย จ.พัทลุง
อาหารได้แก่ กุ้ง ปลา กบ ตามหนองน้ำ ทะเลสาบ เป็นนกที่มักมีการย้ายถิ่นหากินเสมอ

การสืบพันธุ์และเลี้ยง : ผสมพันธุ์เมื่อมีอายุประมาณ 3 ปี เป็นสัดนานประมาณ 3-6 วัน ผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 30-36 เดือนขึ้นไป
ผสมพันธุ์ได้ตลอดปี ตั้งท้องนาน 95-105 วัน ออกลูกครั้งละ 2-5 ตัว
และแม่เสือจะเลี้ยงลูกเสือจนโตอายุประมาณ 2 ปี จึงจะแยกจากกัน

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ชอบอยู่ตัวเดียว วิธีหาอาหารจะเดินหากินตามแหล่งน้ำที่ไม่ลึกนักอย่างเชื่องช้า เพื่อจะได้ไม่ทำให้เหยื่อตกใจหนี
เมื่อได้โอกาสจะยืดคอพุ่งออกไปจิกเหยื่อได้ทันที ชอบหากินช่วงเช้าตรู่และตอนเย็น
ในฤดูผสมพันธุ์นกชนิดนี้จะอยู่เป็นคู่ จะผสมพันธุ์ช่วงฤดูฝน
โดยตัวผู้และตัวเมียช่วยกันทำรังที่สร้างด้วยกิ่งไม้เล็กๆ ปะปนกับนกคู่อื่นๆ หรือนกชนิดอื่นๆ

สถานภาพปัจจุบัน : เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
Slide thumbnail
นกกาบบัว
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Mycteria leucocephala

ลักษณะทั่วไป : เป็นนกน้ำขนาดใหญ่มีความสูงขณะยืนประมาณ 90 เซนติเมตร ขนลำตัวสีขาว มีลายละเอียดสีดำเหลือบเขียวบนหลัง
และมีแต้มสีชมพูอย่างสีดอกกุหลาบบนปีกและส่วนหลังตอนล่าง อกมีลายแถบสีดำคาด ขนปีกบินและขนหางเป็นสีดำ
จะงอยปากสีออกเหลือง หนังที่หน้าสีเหลืองเป็นมัน ขาสีน้ำตาลจนถึงสีเกือบแดง นกอายุน้อยขนบนลำตัวจะมีสีน้ำตาลอ่อน
ขนตรงส่วนคอมีลายตามขอบสีดำ และไม่มีลายแถบคาดบนส่วนอก

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบอาศัยอยู่ในที่ราบต่ำในอินเดีย จีนภาคตะวันออกและภาคใต้ รวมทั้งพม่า ไทย อินโดจีนจนถึงมลายู
นกกาบบัวมักหากินเป็นฝูงเล็กๆ ตามหนองน้ำ อาหารจึงได้แก่สัตว์น้ำเล็ก เช่น ปู ปลา กบ เขียด

การสืบพันธุ์และเลี้ยง : ผสมพันธุ์เมื่อมีอายุประมาณ 3 ปี เป็นสัดนานประมาณ 3-6 วัน ผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 30-36 เดือนขึ้นไป
ผสมพันธุ์ได้ตลอดปี ตั้งท้องนาน 95-105 วัน ออกลูกครั้งละ 2-5 ตัว
และแม่เสือจะเลี้ยงลูกเสือจนโตอายุประมาณ 2 ปี จึงจะแยกจากกัน

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : นกกาบบัวจะหากินอาหารจำพวกสัตว์น้ำโดยการลุยลงไปในน้ำจุ่มจะงอยปากลงไปหาอาหารตามโคลนท้องน้ำ
หรืออาจหาเหยื่อด้วยการยืนกางปีก ก้มตัวนิ่ง และอ้าปากแช่อยู่ในน้ำ เมื่อเหยื่อผ่านมาก็จะงับทันที
แล้วใช้โคนปากขบซ้ำจนตาย แล้วจึงกลืนเหยื่อเข้าไป
นกกาบบัวจะหากินอาหารจำพวกสัตว์น้ำโดยการลุยลงไปในน้ำจุ่มจะงอยปากลงไปหาอาหารตามโคลนท้องน้ำ
หรืออาจหาเหยื่อด้วยการยืนกางปีก ก้มตัวนิ่ง และอ้าปากแช่อยู่ในน้ำ
เมื่อเหยื่อผ่านมาก็จะงับทันที แล้วใช้โคนปากขบซ้ำจนตาย แล้วจึงกลืนเหยื่อเข้าไป

สถานภาพปัจจุบัน : เป็นนกน้ำที่มีขนาดลำตัวใหญ่ สะดุดตาจึงตกเป็นเป้าของการล่าอย่างหนักในเกือบทุกที่ที่ลงหากิน
แหล่งวางไข่เพียงแห่งเดียวในประเทศที่ทะเลน้อยก็ถูกคนและสัตว์กินเนื้ออื่นๆ เข้าขโมยไข่และลูกอ่อนในรัง
นกที่พบส่วนมากเป็นนกที่บินเข้ามาอาศัยในบางฤดูกาลเท่านั้น
ปัจจุบันพบทำรังอยู่เฉพาะในบริเวณเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง
ส่วนใหญ่จะพบในช่วงเดือนตุลาคมจนถึงเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นนกที่บินอพยพมาจากนอกประเทศ
นกกาบบัว จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา
Slide thumbnail
นกยูงอินเดีย
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Pavo cristatus

ลักษณะทั่วไป : รูปร่างและขนาดเหมือนนกยูงไทย ต่างกันตรงที่ขนพู่บนหัวของนกยูงไทยมีลักษณะเป็นจุก
แต่ของนกยูงอินเดียแผ่กางออกเหมือนพัด และสีของขนตามตัวของนกยูงไทยสีเขียวใบไม้
แต่ของนกยูงอินเดียสีน้ำเงิน มีสีขาวจากจมูกถึงขอบตาด้านบนนัยน์ตา และข้างใต้ขอบตา

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบในอินเดีย ศรีลังกา นกยูงอินเดียกินเมล็ดพืช ผลไม้ แมลง และสัตว์เลื้อยคลานบางชนิด

การสืบพันธุ์และเลี้ยง : -

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : นกยูงอาศัยอยู่ในป่าดงดิบทึบ อยู่เป็นฝูง ตัวผู้ชอบทำลานเอาไว้รำแพนหาง มันจะรักษาความสะอาดลานอย่างดี
นกยูงเป็นนกที่ระวังตัวมากและสายตาไวมาก ยากที่จะเข้าใกล้ตัวมันได้ มันจะบินหนีก่อน นกยูงเป็นนกที่บินเก่ง
ชอบนอนที่สูงและชอบร้องเวลาเช้าและเย็น ไม่ดุร้ายและจำที่อยู่ได้ดี
นกชนิดนี้วางไข่ ครั้งละ 5-8 ฟอง ระยะฟักไข่นาน 28 วัน

สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา
Slide thumbnail
นกคาสโซวารี่
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Casuarius casuarius

ลักษณะทั่วไป : เป็นนกขนาดใหญ่ที่บินไม่ได้ มีความสูงประมาณ 100 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 85 กิโลกรัม ขาสั้น
และแข็งแรง ขนทั่วทั้งตัวมีลักษณะคล้ายเส้นผมไม่เหมือนขนนกทั่ว ๆไป
ซึ่งช่วยป้องกันดงหนามของไม้พุ่มต่าง ๆ นอกจากนี้ยังเป็นนกที่ไม่มีหางและปีกก็เล็กมาก
บนหัวจะมีสันกระดูกดูเด่นสะดุดตา หัวและคอไม่มีขน หนังจะเป็นสีแดง ฟ้า ม่วง และเหลือง
ขาจะมี 3 นิ้ว ซึ่งต่างจากนกกระจอกเทศที่มี 2 นิ้ว ทั้ง 2 เพศจะมีลักษณะเหมือนกัน
คือขนเป็นสีดำทั่วทั้งตัว แต่ตัวเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้เล็กน้อย

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบอยู่ในทวีปออสเตรเลียและเกาะต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ออสเตรเลียเท่านั้น
อาหารส่วนใหญ่ของนกคาสโซวารี่คือพวกลูกไม้ ผลไม้ แต่อาจกินพืช แมลง
และสัตว์เล็ก ๆ พวกมันสามารถวิ่งได้เร็วมากถึง 45 กิโลเมตร/ชั่วโมง นอกจากนั้นยังสามารถว่ายน้ำได้อีกด้วย


การสืบพันธุ์และเลี้ยง : -

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : เป็นนกที่ขี้อาย ระมัดระวังตัวมาก ปกติจะอยู่ตามลำพัง ยกเว้นในช่วงฤดูผสมพันธุ์จะอยู่เป็นคู่
หากินตอนเย็น ๆ หรือเช้ามืด แต่มันมักจะมีอารมณ์เสียง่าย และชอบต่อสู้ เวลาต่อสู้มันจะยกเท้าเข้าเตะ
ทำให้ศัตรูเกิดแผลฉกรรจ์ได้จากเล็บที่นิ้วเท้า
เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ นกคาสโซวารี่จะทำรังอยู่บนพื้นดิน ขุดเป็นหลุมตื้น ๆ ปูรองด้วยใบไม้ ออกไข่ชุดละ 3-6 ฟอง
ไข่มีสีเขียวเข้ม ตัวผู้จะเป็นผู้ฟักไข่ ใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 49-56 วัน
ลูกนกจะมีลำตัวลาย ๆ ตามยาว พ่อแม่นกจะช่วยกันเลี้ยงลูก

สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา
Slide thumbnail
เป็ดมาลลาร์ค
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Anas platyrhynchos

ลักษณะทั่วไป : ตัวผู้บริเวณหัวและคอสีเขียวเข้ม มีแถบสีขาวรอบคอ อกสีน้ำตาลแกมน้ำตาลแดงเข้ม
ลำตัวด้านบนสีเทาแกมน้ำตาลอ่อน ตะโพกและขนคลุมโคนขนหางด้านบนเป็นสีดำ ขนหางสีออกขาว
ท้องมีสีจางกว่าลำตัวด้านบน ปากสีเหลืองแกมเขียว ขาสีส้ม ขาของตัวเมียเป็นลายสีน้ำตาล มีแถบคาดตาสีดำ
ปีกมีแววขนปีกสีน้ำเงิน ปากสีออกน้ำตาลมักมีขอบสีเหลืองหรือสีส้ม ขนหางสีจางกว่าขนคลุมโคนขนหางด้านบน

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบในทวีปอมเริกาเหนือ ยุโรป ตอนเหนือของทวีปแอฟริกา และทวีปเอเชีย ในนิวซีแลนด์เป็นนกที่มีผู้นำเข้าไป
เป็ดมาลลาร์ดกินเมล็ดข้าวเปลือก ธัญพืช และสัตว์น้ำ เช่น หอย ปู ปลา กบ เขียด

การสืบพันธุ์และเลี้ยง : -

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : อาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำ โดยเฉพาะบึงและทะเลสาบ มักอยู่เป็นฝูงบางฝูงอาจประกอบด้วยนก 40-50 ตัว
และอาจพบรวมฝูงกับนกเป็ดน้ำหลายชนิด ออกหากินเวลากลางคืน ส่วนกลางวันมักว่ายน้ำพักผ่อนบริเวณที่ค่อนข้างตื้น
และอาจกินสัตว์น้ำในแหล่งที่อาศัยด้วย ไม่มีรายงานการทำรังวางไข่ของเป็ดชนิดนี้ในประเทศไทย

สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
Slide thumbnail
หงส์ขาว
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Cygnus olors

ลักษณะทั่วไป : ขนาดใกล้เคียงกับหงส์ดำ แต่มีขนสีขาวทั้งตัว จะงอยปากสีเหลืองส้มและมีปุ่มสีดำที่ฐานของปาก
ขณะว่ายน้ำลำคอจะตั้งเป็นรูปตัวเอส มีความสวยสง่างาม จึงถูกนำมาเลี้ยงไว้ตามสวนสาธารณะและสวนสัตว์ทั่วโลก

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบแพร่กระจายอยู่แถบเอเชียยุโรปเหนือและอเมริกา
หงษ์ขาวอยู่รวมกันเป็นฝูงหากินพืชน้ำและสัตว์น้ำขนาดเล็กตามแหล่งน้ำขนาดใหญ่


การสืบพันธุ์และเลี้ยง : -

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : หงส์ขาวชอบอยู่ตามแหล่งน้ำอันกว้างใหญ่ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม ทะเลสาบ แม่น้ำ หนองน้ำ ชอบอยู่เป็นกลุ่มเล็ก ๆ


สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่
Slide thumbnail
หงส์ดำ
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Selenarctos thibetanus

ลักษณะทั่วไป : ตัวผู้มีสีขนทั่วตัวดำอมเทา ยกเว้นขนปีกสำหรับบินเส้นยาวเท่านั้นที่เป็นสีขาวซึ่งตัดกับลำตัวเห็นเด่นชัดสะดุดตา
นัยน์ตาสีแดงเข้ม จะงอยปากสีแดงแต่มีแถบขาว ปลายปาก ขาและเท้าสีดำ หงส์ดำตัวเมียเหมือนตัวผู้ทุกอย่าง
แต่มีขนาดเล็กกว่าและลำคอสั้นกว่าเล็กน้อย

ถิ่นอาศัย, อาหาร : มีถิ่นอาศัยอยู่ในเกาะทัสมาเนีย ออสเตรเลีย หงษ์ดำพืชน้ำ ลูกกุ้ง ลูกปลา

การสืบพันธุ์และเลี้ยง : -

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ชอบอยู่ตามแหล่งน้ำอันกว้างใหญ่ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม ทะเลสาบ แม่น้ำ หนองน้ำ ชอบอยู่เป็นกลุ่มเล็ก ๆ
เสียงร้องเหมือนเสียงทรัมเป็ตมักร้องในตอนเย็นหรือกลางแสงจันทร์ในคืนเดือนหงายขณะกำลังบิน
หงษ์ดำวางไข่ครั้งละ 5-6 ฟอง ไข่มีสีขาวแกมเขียว ระยะเวลาฟักไข่นาน 34-37 วัน

สถานภาพปัจจุบัน : เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
Slide thumbnail
นกกระตั้วก้นแดง
ชื่อทางวิทยาศาสตร์:Cacatua haematusohygia

ลักษณะทั่วไป : นกกระตั้วชนิดนี้มีขนาดความยาวตัวประมาณ 31 เซนติเมตร มีขนหงอนบนหัวขนาดเล็ก
มีแถบสีเหลืองจางๆ บริเวณหูใต้ปลายหางมีขนสีเหลือง และมีขนบริเวณก้นสีแดง
ปากสีเทาบางครั้งอาจจะพบฝูงนกจำนวนมากหากินร่วมกันในบางครั้งในธรรมชาติจะพบว่า
รังของนกในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ลูกนกจะฟักออกจากไข่ ใช้เวลาประมาณ 24 วัน

ถิ่นอาศัย, อาหาร : เกาะฟิลิปปินส์ รวมทั้งกลุ่ม Palawan ในทะเลซูลู

การสืบพันธุ์และเลี้ยง : -

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ผลไม้ ถั่ว เมล็ดธัญพืช ผลเบอร์รี่

สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต
Slide thumbnail
นกแก้วอเมซอน
ชื่อทางวิทยาศาสตร์:Amazona Amazonica

ลักษณะทั่วไป : นกแก้วอเมซอนหัวเหลืองมีขนาดลำตัวยาว 35 - 40 เซนติเมตร ขนทั่วตัวสีเขียว ส่วนคอ หลัง หน้าผากสีฟ้า
ขนบริเวณหัวมีสีเหลืองทอง ขาสีเทาปากสีเทาปนสีส้ม ม่านตาสีส้ม ขาสีเท่า สามารถฝึกหัดพูดได้ ในธรรมชาติจะอยู่เป็นฝูงใหญ่หรือเป็นคู่
มัดใช้เวลาส่วนใหญ่ในการกินและพักผ่อนตามยอดไม้

ถิ่นอาศัย, อาหาร : กินเมล็ดพืช ผลไม้ ลูกนัท น้ำหวานในดอกไม้ เห็ด ลูกเบอร์รี่ ข้าวโพด และเมล็ดทานตะวัน

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ จะผสมพันธุ์หลายๆ ครั้งในหนึ่งวัน

สถานภาพปัจจุบัน : นกแก้วอเมซอน จัดขึ้นบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535

สถานที่ชม : -
Slide thumbnail
นกกระตั้วดำ
ชื่อทางวิทยาศาสตร์:Probosciger aterrimus

ลักษณะทั่วไป : ขนทั่วไปมีสีเทา ยกเว้นบริเวณหางมีสีแดง ขนาดประมาณ 33 ซม. (113 นิ้ว) น้ำหนักประมาณ 390 กรัม
ขนแก้มและรอบดวงตาสีขาว ตัวผู้จะมีขนาดใหญ่กว่าตัวเมียประมาณ 1 นิ้ว หัวกว้างและแบนกว่า สีเท่าเข้มกว่า

ถิ่นอาศัย, อาหาร : นกกระตั้วเพศผู้และเพศเมียจำแนกได้โดยพิจารณาจากสีคือ นกเพศผู้ขนทั่วตัวมีสีน้ำตาลปนดำ
ใต้คอปลายขนมีขอบสีเขียว ส่วนบริเวณหูมีสีเหลือง ปากสีเทา ขาสีน้ำตาล ม่านตาสีน้ำตาล
ส่วนนกเพศเมียขนบริเวณส่วนหูจะมีสีเหลืองจางกว่าเพศผู้ และจะมีลักษณะเด่นของจุดสีเหลืองๆ
บริเวณขนหาง เปลือกตาสีเทา

การสืบพันธุ์และเลี้ยง : -

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : นกชนิดนี้จะมีระยะเวลาในการฟักไข่ประมาณ 30 วัน

สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 
 
 
 
 
 
 
Slide thumbnail
กระตั้วสเลนเดอร์บิลด์
ชื่อทางวิทยาศาสตร์:Cacatua Tenuirostris

ลักษณะทั่วไป : บริเวณใบหน้ามีสีแดง ปากด้านบนจะโค้งยาวด้วยเหตุผลเกี่ยวพฤติกรรมการกินอาหารโดยเฉพาะเพศผู้และเพศเมียมีลักษณะเหมือนกัน

ถิ่นอาศัย, อาหาร : นกสเลนเดอร์บิลด์ คอเรลลา เป็นนกที่เชื่องและสามารถฝึกให้พูดได้ กินพวกส่วนของหัวและรากของพืชใต้ดิน

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : มีระยะฟักไข่ประมาณ 24 วัน

สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : -
Slide thumbnail
นกกระตั้วใหญ่
ชื่อทางวิทยาศาสตร์:Cacatua

ลักษณะทั่วไป : มีความยาวของลำตัวประมาณ 50 เซนติเมตร นกตัวผู้นั้นสามารถจำแนกได้จากสีน้ำตาลแดงเข้มรอบดวงตา ซึ่งจะสังเกตได้ชัดเจน
กว่าตัวเมีย ลำตัวมีสีขาวทั้งตัว มีหงอนบนหัวสีเหลือง มีทั้งขนาดเล็กและใหญ่

ถิ่นอาศัย, อาหาร : นกกระตั้วใหญ่หงอนเหลืองมีถิ่นกำเนิดในบริเวณหมู่เกาะนิวกีนี แทสมาเนีย เกาะคิง เกาะมอลลูกา รวมทั้งตอนเหนือ
และตะวันออกของออสเตรเลีย นกชนิดนี้ยังแบ่งออกเป็นชนิดพันธุ์ย่อยถึง 4 ชนิด เป็นนกที่สวยงาม มีนิสัยชอบหากินตามพื้นดิน
หากินเป็นฝูงขนาดใหญ่ มักจะมีแหล่งอาศัยตามทุ่งหญ้า ป่าโปร่ง และพื้นที่เกษตรกรรม อาหารในธรรมชาติของนกชนิดนี้ได้แก่
เมล็ดพืช ตาอ่อนของพืช ใบพืช ผัก และ ผลไม้ รวมทั้งสามารถขุดรากไม้ และส่วนของพืชที่อยู่ใต้ดินมากินได้

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : อาศัย และทำรังบนต้นไม้ โดยเจาะเป็นรู ชอบส่งเสียงดัง ชอบเล่น จะเลิกหงอนให้ตั้งขึ้นทุกครั้ง
นกกระตั้วใหญ่หงอนเหลืองผสมพันธุ์วางไข่ช่วงเดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน ทำรังวางไข่ในโพรงไม้ วางไข่ครั้งละ 3 - 5 ฟอง ระยะฟักไข่ประมาณ 30 วัน

สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
Slide thumbnail
นกกระติ๊ดแดง
ชื่อทางวิทยาศาสตร์:Amandava Amandava

ลักษณะทั่วไป : มีขนาดเล็ก ปากสีแดง สะโพกสีแดง ปีกสีน้ำตาลมีจุดขาวกระจายทั่วไป ในฤดูผสมพันธุ์หัว คอ หน้าอก ท้อง และสะโพกของตัวผู้เป็นสีแดงเข้ม
นิสัย อาศัยตามทุ่งหญ้า อยู่รวมกันเป็นฝูงเล็กๆ

ถิ่นอาศัย, อาหาร : ทำรังโดยการสานใบหญ้าเป็นทรงกลมทั้งตัวผุ้และตัวเมียช่วยกันฟักไข อาหาร เมล็ดพืช

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : -

สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : -
Slide thumbnail
นกแก้วอเมซอน
ชื่อทางวิทยาศาสตร์:Amazona Amazonica

ลักษณะทั่วไป : นกแก้วอเมซอนหัวเหลืองมีขนาดลำตัวยาว 35 - 40 เซนติเมตร ขนทั่วตัวสีเขียว ส่วนคอ หลัง หน้าผากสีฟ้า
ขนบริเวณหัวมีสีเหลืองทอง ขาสีเทาปากสีเทาปนสีส้ม ม่านตาสีส้ม ขาสีเท่า สามารถฝึกหัดพูดได้ ในธรรมชาติจะอยู่เป็นฝูงใหญ่หรือเป็นคู่
มัดใช้เวลาส่วนใหญ่ในการกินและพักผ่อนตามยอดไม้

ถิ่นอาศัย, อาหาร : กินเมล็ดพืช ผลไม้ ลูกนัท น้ำหวานในดอกไม้ เห็ด ลูกเบอร์รี่ ข้าวโพด และเมล็ดทานตะวัน

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ จะผสมพันธุ์หลายๆ ครั้งในหนึ่งวัน

สถานภาพปัจจุบัน : นกแก้วอเมซอน จัดขึ้นบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535

สถานที่ชม : -
Slide thumbnail
นกเขาเขียว
ชื่อทางวิทยาศาสตร์:Chalcophaps indica

ลักษณะทั่วไป : นกเขาเขียว มีขนาดลำตัวประมาณ 25 เซนติเมตร มีขนบนหลังสีเขียวสด ตรงใกล้โคนหางมีแถบขาวสองแถบพาดตามขวาง
ลักษณะของตัวผู้และตัวเมียแตกต่างกัน ตัวผู้มีหน้าผากและคิ้วสีขาว บนกระหม่อมมีสีเทา ส่วนตัวเมียมีสีหม่นกว่าและบนกระหม่อมมีสีน้ำตาล

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบในทวีปเอเชียแถบประเทศอินเดีย หมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดีย จีน ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ อินโดจีน และในประเทศไทยพบบ่อยเกือบ
ทุกภาคยกเว้นภาคกลาง พบในทวีปเอเชียแถบประเทศอินเดีย หมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดีย จีน ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ อินโดจีน
และในประเทศไทยพบบ่อยเกือบทุกภาคยกเว้นภาคกลาง นกเขาเขียวชอบกินเมล็ดพืชและแมลงบางชนิด เช่น ปลวกเป็นอาหาร
นกเขาเขียวชอบกินเมล็ดพืชและแมลงบางชนิด เช่น ปลวกเป็นอาหาร

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ชอบอาศัยอยู่ตามป่าดงดิบ บินไม่ค่อยสูงนัก มักลงหากินบนพื้นดินตามลำพัง และขันคูเสียงเบา ๆ อยู่เสมอ
นกเขาเขียวผสมพันธุ์ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ทำรังด้วยกิ่งไม้เล็ก ๆ ตามพุ่มไม้และป่าไผ่ ตัวเมียวางไข่ครั้งละ 2-3 ฟอง

สถานภาพปัจจุบัน : นกแก้วอเมซอน จัดขึ้นบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535

สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่
Slide thumbnail
นกทูแคนปากแดง
ชื่อทางวิทยาศาสตร์:Ramphastos toco

ลักษณะทั่วไป : เป็นนกที่มีความสวยงามมากโดยเฉพาะเวลาบิน ขนาดความยาวตัวประมาณ 55 เซนติเมตร มีปากที่ยาวและใหญ่ถึงครึ่งหนึ่งของ
ขนาดความยาวตัวแต่ภายในกลวงทำให้มีน้ำหนักเบา ไม่มีขนรอบๆ ปากและตามีสั้นที่ยาว ปีกลั้น เดินได้ไม่ดี เพราะนิ้วที่หนึ่งและที่สี
ไม่อยู่ข้างหลังทำให้เกะกะ

ถิ่นอาศัย, อาหาร : การกินอาหารจะใช้ปลายปากจับอาหารแล้วโยนเข้าไปในปาก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : การทำรังจะอาศัยต้นไม้ที่ตายเจาะเข้าไปเป็นโพรง

สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : -
Slide thumbnail
นกทูแคนเล็ก
ชื่อทางวิทยาศาสตร์:Pteroglossus torquatus

ลักษณะทั่วไป : เป็นนกสวยงาม จะงอยปากมีขนาดใหญ่ เป็นนกที่มีสีฉูดฉาดงามสะดุดตา ปีกสั้น หางไม่ยาว ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะเหมือนกัน
ตัวผู้มักจะมีปากยาวและบางกว่าตัวเมีย นกทูแคนเล็กลำตัวตอนบนเป็นสีดำหรือเขียวมะกอก ตะโพกสีแดงเข้ม ท้ายทอยมีแถบสีน้ำตาลแดงเข้ม
มีสีแดงเป็นวงรอบคอ อกและท้องสีเหลืองและมีแถบสีแดงหรือดำแดงคาดคล้ายเข็มขัดที่เอว ตาเหลือง ขาและเท้าสีเทาอมเหลือง

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบในทวีปอเมริกาใต้ ตั้งแต่ตอนใต้ของประเทศเมกซิโกจนถึงอาเจนตินา อาหารได้แก่ กิ้งก่า
ผลไม้ ลูกไม้ สัตว์เล็กๆ นอกจากนี้ยังกินแมลงต่างๆ อีกด้วย

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ชอบนอนในโพรงไม้ที่ใช้ทำรัง อยู่รวมกันเป็นฝูงเล็ก เป็นนกร่าเริง บินไปมาระหว่างกิ่งไม้อย่างสนุกสนาน
พร้อมกับทำปากกระทบกันให้เกิดเสียง เป็นนกขี้เล่น ชอบใช้ปากแหย่หรืองับหรือผลักให้นกพวกเดียวกันตกจากกิ่งไม้ที่เกาะอยู่
นกชนิดนี้อาศัยอยู่บนต้นไม้สูง ไม่ลงพื้นดิน ออกหากินตั้งแต่เช้าตรู่ นกทูแคนเล็กทำรังออกไข่ในโพรงไม้ ปูพื้นรังด้วยเศษไม้
ออกไข่ 2-4 ฟอง ทั้งตัวผู้และตัวเมียช่วยกันฟักไข่ แต่ไม่ค่อยอดทนต่อการฟักไข่มากนัก มักกกครั้งละไม่เกิน 40–50 นาทีต่อครั้ง
ลูกนกเมื่อฟักออกมาไม่มีขน หนังแดง ปากสั้น ปากล่างยาวกว่าปากบน พ่อแม่นำอาหารมาป้อนให้ถึงในคอของลูกอ่อนเลย
ลูกนกจะลืมตาหลังจากอายุได้ 3 สัปดาห์แล้ว ขนงอกช้ามาก กว่าขนจะงอกเต็มกินเวลาหลายเดือน

สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
Slide thumbnail
นกโทโคทูแคน
ชื่อทางวิทยาศาสตร์:Ramphastos toco

ลักษณะทั่วไป : เป็นนกที่มีความสวยงามมากโดยเฉพาะเวลาบิน ขนาดความยาวตัวประมาณ 55 เซนติเมตร มีปากที่ยาวและใหญ่
ถึงครึ่งหนึ่งของขนาดความยาวตัวแต่ภายในกลวงทำให้มีน้ำหนักเบา ไม่มีขนรอบๆ ปากและตามีสั้นที่ยาว ปีกลั้น เดินได้ไม่ดี
เพราะนิ้วที่หนึ่งและที่สีไม่อยู่ข้างหลังทำให้เกะกะ

ถิ่นอาศัย, อาหาร : การกินอาหารจะใช้ปลายปากจับอาหารแล้วโยนเข้าไปในปาก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : การทำรังจะอาศัยต้นไม้ที่ตายเจาะเข้าไปเป็นโพรงน

สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : -
Slide thumbnail
นกปักษาสวรรค์ใหญ่
ชื่อทางวิทยาศาสตร์:Paradisaea apoda

ลักษณะทั่วไป : ขนาด 35 cm. ส่วนหัวและหน้าอกส่วนบนมีสีน้ำตาลอ่อนที่กระหม่อมและท้ายทอยมีสีเหลืองส้มที่หน้าอกส่วนบนมีขนสีจาง
และหนาน้อยกว่าตัวผู้ส่วนบนของตัวเมียสีคล้ายตัวผู้ แต่สีเข้มกว่าเล็กน้อยและไม่มีสีเหลืองส้ม ส่วนหน้าอกส่วนล่างถึงบริเวณขนใต้หาง
ก็คล้ายตัวผู้แต่สีอ่อนกว่า ขณะที่ขนใต้ปีก และขนหางก็คล้ายตัวผู้ แต่สีเข้มกว่าส่วนขนพู่กลางหลังนั้นสั้นและแคบกว่าตัวผู้มาก และไม่มีขนคู่ที่ปลายหาง

ถิ่นอาศัย, อาหาร : ผลไม้ต่างๆ ส่วนใหญ่ชอบผลไม้ที่อยู่ตามต้นไม้สูง ๆ ที่มีใบเล็กๆ และยังกินพวกแมลงต่างๆ เช่น แมลงเต่าทองแมลงปีกแข็งต่างๆ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ชอบอยู่ตามเนินเขาเตี้ยๆ ของป่าภูเขาที่มีอาหารของมันที่อุดมสมบูรณ์ ตัวเมียจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเล็ก
ส่วนตัวผู้จะพบเป็นลักษณะเฉพาะคือชอบอยู่เดี่ยวๆ

สถานภาพปัจจุบัน : -

สถานที่ชม : -
Slide thumbnail
อีแร้งดำหิมาลัย
ชื่อทางวิทยาศาสตร์:Aegypius monachus

ลักษณะทั่วไป : เป็นนกขนาดใหญ่มาก ขนาดลำตัวยาวประมาณ 102 - 104 เซนติเมตร ตัวผู้และตัวมีลักษณะเหมือนกัน ทั่วตัวมีขนสีดำ
ตรงบริเวณหัวถึงคอมีขนน้อยหรือแทบจะไม่มีเลย บริเวณรอบ ๆ คอมีขนขึ้นฟูคล้ายพวงมาลัย นิ้วสีออกขาว ตัวที่ยังไม่โตเต็มวัยมีลำตัว
ด้านล่างสีน้ำตาลอ่อนกว่า

ถิ่นอาศัย, อาหาร : พบในไซบีเรีย จีน อินเดีย ไม่ใช่นกประจำถิ่นของไทย ย้ายมาหากินในฤดูหนาวเท่านั้น อีแร้งดำหิมาลัยกินซากของสัตว์ต่างๆ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ : ชอบอยู่ในที่โล่งและชอบอยู่กันเป็นฝูงใหญ่ ชอบบินร่อนเป็นวงกลมในอากาศ หากินกลางวัน อีแร้งดำหิมาลัยมีฤดูผสมพันธุ์
ประมาณเดือนมีนาคมถึงเมษายน ทำรังตามยอดไม้สูง ๆ แถบภูเขา รังมีขนาดใหญ่ ทำด้วยกิ่งไม้ วางไข่ครั้งละ 1 ฟอง แต่ไม่มีรายงาน
การทำรังวางไข่ในประเทศไทย

สถานภาพปัจจุบัน : เป็นนกอพยพมาประเทศไทยช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ หายากและมีปริมาณน้อยมาก
เคยพบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม : สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา